ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

5 อย่างที่หมออยากรู้ก่อนตรวจลูกสุนัข

ก่อนพาลูกสุนัขไปหาหมอ สิ่งที่หมออยากได้มากที่สุดไม่ใช่คำวินิจฉัยจากเจ้าของ แต่เป็นบันทึกสั้น ๆ ห้าหมวดที่จดไว้ก่อนออกจากบ้าน ได้แก่ กินอาหาร น้ำดื่ม อุจจาระ พลังงานและการนอน และพฤติกรรมหรือความเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังกับหู จดลงโทรศัพท์ให้เสร็จภายในสิบนาที ใส่เวลาคร่าว ๆ ถ่ายรูปประกอบหนึ่งถึงสองรูป แล้วปล่อยให้หมอเป็นคนตีความ เพราะคนจดกับคนวินิจฉัยเป็นคนละหน้าที่กัน

5 อย่างที่หมออยากรู้ก่อนตรวจลูกสุนัข

ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกในห้องตรวจ ลูกหมายืนเกร็งอยู่บนโต๊ะ หมอลากเก้าอี้มานั่ง เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วถามคำถามแรกว่า เมื่อวานถ่ายกี่ครั้ง ผมอ้าปากค้าง นึกไม่ออก รู้แค่คำเดียวว่า ปกติ ก็เลยตอบไปแบบนั้น คำถามต่อไปคือ เมื่อวานกินข้าวหมดชามไหม ผมก็ตอบว่า ปกติ หมอพยักหน้า ถามต่อว่า แล้วน้ำดื่มล่ะ มากกว่าทุกวันไหม ... ก็ ปกติครับ อีก

สิบนาทีแรกของการนัดวันนั้นหมดไปกับการที่หมอต้องช่วยผมนึกว่า ปกติ ของผมหมายถึงอะไร กี่ครั้ง ครั้งสุดท้ายตอนไหน ก่อนเที่ยงหรือหลังเที่ยง หมอไม่ได้ว่าอะไรเลย แต่ผมนั่งมองแกไล่ถามทีละคำแล้วเห็นทันทีว่าแกกำลังเริ่มจากศูนย์ และเวลาที่เหลือสำหรับการตรวจก็สั้นลงไปเรื่อย ๆ

กลับบ้านมาผมเปลี่ยนวิธี ตอนนี้ก่อนไปหาหมอ ผมจดห้าบรรทัดลงแอปโน้ตในโทรศัพท์ ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที บางวันจดตอนลูกหมายังกินข้าวอยู่เลย เพราะนั่นคือจังหวะที่ผมจำได้แม่นที่สุด ไม่ใช่ตอนนั่งรอในห้องตรวจที่มือเย็นและหัวว่าง

ห้าอย่างที่พอ

ผมเคยลองจดสิบอย่าง เพราะคิดว่าเยอะไว้ก่อนดีกว่า สุดท้ายได้มาไม่ถึงสามอย่างแล้วก็เลิกกลางทาง หลังจากนั้นเลยตัดให้เหลือห้าอย่างที่หมอถามถึงจริง ๆ ในแทบทุกครั้ง

กินอาหาร จดว่ามื้อล่าสุดกินตอนกี่โมง กินหมดชามหรือเหลือประมาณเท่าไหร่ อาหารยังเป็นตัวเดิมหรือเพิ่งเปลี่ยนยี่ห้อ มีขนมหรือของที่หล่นลงท้องไปบ้างไหม และใครเป็นคนให้ ตัวเลขไม่ต้องเป๊ะ คำว่า เหลือประมาณครึ่งชาม ก็ใช้ได้ เพราะหมอถามถึงแนวโน้ม ไม่ได้ต้องการทศนิยม

น้ำดื่ม อันนี้นับยากที่สุดในห้าข้อ เพราะหมาส่วนใหญ่กินน้ำทีละนิดแล้วเดินไป ถ้าชามีขีดบอกปริมาตรก็ดูระดับก่อนกับหลัง ถ้าไม่มีก็จดว่าติมน้ำกี่ครั้งและชามใหญ่แค่ไหน บ้านที่มีหมาหลายตัวต้องยอมรับตรง ๆ ว่าแยกไม่ได้ว่าใครกินเท่าไหร่ ประโยคอย่าง แยกไม่ได้ แต่ระดับน้ำในชามลดเร็วขึ้นกว่าปกติ มีค่ากับหมอมากกว่าตัวเลขที่ผมเดาเอาเอง

อุจจาระ จดจำนวนครั้งพร้อมเวลาคร่าว ๆ เช่น 06.40 กับ 14.00 แล้วบรรยายด้วยคำธรรมดา เป็นก้อนแข็ง เป็นปล้อง เกาะกันเป็นพวง หรือนิ่มติดพื้น สีเป็นอย่างไร มีอะไรที่มองเห็นด้วยตาเปล่าปนออกมาไหม ตรงนี้รูปถ่ายทำงานได้ดีกว่าคำบรรยายทุกครั้ง

พลังงานและการนอน ตื่นกี่โมง วิ่งเล่นกี่รอบ นอนกี่ช่วงในหนึ่งวัน คืนที่ผ่านมามีลุกขึ้นมากลางดึกไหม ตอนเรียกชื่อยังหันมามองหรือเปล่า ทั้งหมดนี้จดตามที่ตาเห็น ไม่ต้องเติมคำอธิบาย

พฤติกรรม ผิวหนัง และหู เกาบ่อยขึ้นไหม เกาตรงไหน เลียอุ้งเท้าหรือเลียที่ท้อง ส่ายหัวหรือเอาเท้าเขี่ยหู มีผื่น จุดแดง หรือขนร่วงเป็นแผงตรงไหนไหม และสิ่งที่คนมักลืมจดคืออากัปกิริยาที่เปลี่ยนไป เช่น ไม่ยอมให้อุ้มทั้งที่เมื่อก่อนอุ้มได้ หรือหลบไปนอนมุมเดิมตลอด

รูปหนึ่งรูป ชนะสามประโยค

หมอดูรูปได้เร็วกว่าอ่านคำบรรยาย และได้ข้อมูลที่คำพูดให้ไม่ได้ ผมเลยถ่ายสองอย่างเป็นประจำ อย่างแรกคืออุจจาระ ถ่ายให้เห็นทั้งก้อนในระยะที่พอมองออกว่าก้อนใหญ่แค่ไหน ถ้าวางของเทียบขนาดข้าง ๆ ได้ เช่นฝาขวดน้ำ ก็ยิ่งดี อย่าซูมจนไม่เหลือที่ว่างรอบก้อนไว้เทียบสเกล อย่างที่สองคือผิวหนังหรือหู ถ่ายสองระยะ ระยะใกล้ให้เห็นผิวชัด ๆ และระยะไกลให้เห็นว่าเป็นส่วนไหนของร่างกาย ถ่ายในแสงธรรมชาติ เพราะหลอดไฟในห้องน้ำทำให้สีเพี้ยนจนหมอเดาสีจริงไม่ได้ ไม่ต้องจัดฉาก ถ่ายบนพื้นกระเบื้องที่เช็ดแล้วก็พอ

ถ้ามีตาชั่งที่บ้าน ชั่งไว้ก่อนไป

วิธีที่ผมใช้คือชั่งตัวเองก่อนหนึ่งครั้ง อุ้มหมาแล้วชั่งอีกครั้ง แล้วลบกัน ทำสัปดาห์ละครั้ง เวลาเดียวกัน ตอนเช้าก่อนอาหาร ตัวเลขที่ได้ไม่นิ่งเท่าตาชั่งในคลินิก แต่สิ่งที่หมอไม่มีทางรู้จากการชั่งครั้งเดียวคือเส้นทางการเติบโต ขึ้นสัปดาห์ละเท่าไหร่ สองสัปดาห์ก่อนหนักเท่าไหร่ สองตัวเลขที่ห่างกันมันต่อกันเป็นเส้นได้ ถ้าบ้านไม่มีตาชั่งก็ข้ามข้อนี้ไปเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม แค่บอกหมอตรง ๆ ว่าไม่มีตัวเลขชั่งที่บ้าน

จดของเมื่อวาน ไม่ใช่แค่ของเมื่อเช้า

สิ่งที่หมอถามถึงเกือบทุกครั้งคือช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เช้าวันนัด เพราะเช้าเดียวสั้นเกินกว่าจะเห็นอะไรเลย ถ้าจำได้ไกลกว่านั้นก็ใส่เพิ่มได้ แต่ให้เขียนกำกับชัด ๆ ว่าวันไหน อย่าเขียนรวม ๆ ว่า สองสามวันมานี้ เพราะพอหมอถามต่อว่าแล้วเมื่อวานเป็นไง ผมจะกลับไปติดอยู่ที่เดิมอีก

เขียนให้เสร็จก่อนล็อกประตูบ้าน

ผมเคยคิดว่าจำได้หมด พอเข้าห้องตรวจ แอร์เย็น มือเย็น หมอจ้องหน้า ความจำหายเกลี้ยง เขียนก่อนล็อกประตู ก่อนขึ้นรถ ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มวุ่น

เขียนเป็นประโยคสั้น ๆ ห้วน ๆ พอ เช่น เมื่อวาน 07.00 กินครึ่งชาม 12.30 กินหมด 18.00 เหลือครึ่ง หรือ เมื่อคืนตื่น 02.00 เดินไปเดินมา 20 นาที ไม่ต้องแต่งให้สวย และที่สำคัญคืออย่าเขียนเป็นความเห็น อย่าใส่คำว่า น่าจะ หรือ คิดว่า ลงไปในบรรทัดนั้น เพราะหน้าที่ของผมคือรายงานสิ่งที่เห็น ส่วนหน้าที่ตีความคือของหมอ ถ้าผมยัดความเห็นลงไป หมอต้องเสียเวลาแกะความเห็นออกก่อนจะได้ข้อมูลจริง

อีกอย่างที่ผมจดแยกไว้ต่างหากคือคำถามของตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่องอาหาร เรื่องนิสัย หรือเรื่องค่าใช้จ่าย เขียนไว้ท้ายบันทึกเลย เพราะในห้องตรวจผมลืมถามทุกครั้ง และถ้าคลินิกมีช่องทางให้ส่งรูปก่อนเข้าพบ ผมก็ส่งรูปอุจจาระหรือรูปผื่นไปก่อน จะได้ไม่ต้องนั่งกดส่งกันในห้อง

ท้ายที่สุด

ไม่มีครั้งไหนที่ผมจดครบ บ้านที่มีหมาหลายตัวนับน้ำไม่เคยตรง ตัวที่เพิ่งย้ายบ้านมาก็กินข้าวไม่เป็นเวลา และบางวันผมจดได้แค่สามอย่างก่อนต้องรีบออกจากบ้าน ทั้งหมดนั้นไม่เป็นไร สิ่งที่หมอต้องการไม่ใช่รายงานสมบูรณ์แบบ แต่เป็นรายงานที่มาจากของจริง ไม่ใช่จากความจำที่ถูกแต่งเติมตอนนั่งอยู่ในห้องตรวจ

คนหมาข้างถนน

ผู้เขียนบทความ

คนหมาข้างถนนคือเจ้าของและผู้ดูแลสุนัขที่ใช้ชีวิตในตรอกซอกซอยและบ้านแบบไทย พวกเขารู้จักอากาศร้อนชื้น เสียงจราจร ข้อจำกัดของพื้นที่ และการดูแลสุนัขอย่างพอดีตัวจากประสบการณ์ตรง

เกี่ยวกับเรา