ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

น้ำท่วมบ้าน กันสุนัขตกน้ำไม่ให้พลาด

การกันสุนัขตกน้ำในบ้านช่วงน้ำท่วม เริ่มต้นที่การเดินตรวจพื้นที่ทั้งหลังก่อนฤดูฝนจะมาถึง ไล่จากรั้ว ประตู ช่องบันได ระเบียง ไปจนถึงจุดที่น้ำเคยขึ้นสูงสุดในบ้าน แล้วปิดทุกช่องที่สุนัขลอดออก หรือที่น้ำจะพามันออกไปได้ตั้งแต่วันที่พื้นยังแห้ง เพราะพอฝนตกหนักติดกันหลายวัน สิ่งที่แก้ไม่ทันจะกลายเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ และสิ่งที่กันหมาไว้ได้จริงไม่ใช่ความมั่นใจว่ามันว่ายน้ำเก่ง แต่คือการที่มันไม่มีช่องให้ตกลงไปตั้งแต่แรกเลย

น้ำท่วมบ้าน กันสุนัขตกน้ำไม่ให้พลาด

ผมเลี้ยงหมาอยู่ทั้งในบ้านและในซอย ทุกปีก่อนหน้าฝนผมจะเดินรอบบ้านหนึ่งรอบแบบไม่รีบ มือหนึ่งถือไฟฉาย อีกมือถือสายวัด ไม่ใช่เพราะขี้ระแวง แต่เพราะผมเคยชะล่าใจมาแล้ว แล้วเห็นกับตาว่าช่องที่ผมคิดว่าเล็กเกินกว่าหมาจะลอด มันเล็กเกินไปสำหรับผมคนเดียวเท่านั้น

ก้มลงที่ระดับไหล่หมา แล้วใช้กำปั้นเป็นไม้บรรทัด

อย่างแรกที่ผมทำทุกปีคือก้มลงนั่งยอง ๆ ให้ตาอยู่ที่ระดับไหล่หมา แล้วมองรั้วจากตรงนั้น ตอนยืนเรามองไม่เห็นอะไรเลย เพราะตาคนสูง 170 เซนติเมตรจะมองข้ามช่องสูง 15 เซนติเมตรไปเองโดยไม่ทันคิด แต่หมาไทยตัวเล็กหรือหมาพันธุ์เล็กเดินลอดช่องขนาดนั้นได้แบบไม่ต้องฝืน

ไม้บรรทัดที่ผมใช้คือกำปั้นของตัวเอง ถ้ากำปั้นผมลอดช่องไหนได้ หมาไซส์เล็กก็ลอดได้ ถ้าลอดได้แบบติดนิด ๆ หมาก็ฝืนลอดได้เหมือนกัน และตอนที่มีน้ำดันอยู่ข้างหลัง มันจะฝืนเก่งกว่าปกติด้วย

ผมเดินทวนเข็มนาฬิกาทุกปี จากประตูรั้วหน้า ไปข้างบ้าน หลังบ้าน แล้ววกขึ้นบันได ทางเดิมทุกปี เพราะถ้าปีไหนเปลี่ยนทาง จะมีมุมหนึ่งที่ถูกข้ามไปแบบไม่มีใครรู้ตัว

รั้ว ประตู และรอยร้าวที่โผล่หลังน้ำลด

จุดที่ผมเจอบ่อยที่สุดไม่ใช่ช่องกลางรั้ว แต่เป็นช่องล่างสุด ตรงที่ดินยุบตัวลงหลังน้ำลดจนเกิดเป็นร่องใต้คาน ทุกครั้งที่น้ำท่วมแล้วลด ดินใต้เสารั้วจะถูกกัดออกไปเรื่อย ๆ ปีแรกอาจสูงแค่ข้อมือ ปีต่อไปก็สูงขึ้นอีก

ประตูก็เหมือนกัน บานที่เคยปิดสนิท พอฝนตกทั้งฤดู ไม้ก็บวม พอแดดออกก็หด ตัวบานเลยหย่อนลง ช่องใต้ประตูก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนหมาเล็กลอดได้ ซึ่งเจ้าของมักไม่รู้ เพราะประตูยัง "ดูเหมือนปิด"

แล้วต้องเช็คกลอนด้วย วันที่หมาตกใจเพราะน้ำเข้าบ้าน มันจะดันประตูด้วยแรงที่มันไม่เคยใช้ กลอนที่หลวมอยู่แล้วจะหลุด ผมเลยลองเอาข้างตัวเองดันบานประตูทุกปี ถ้าดันแล้วขยับ ถือว่ายังไม่แน่นพอ

บันไดกับระเบียง จุดที่คนมักไม่นึกถึง

ส่วนนี้ผมว่าโรงเรียนสอนหมาไม่ได้สอน และบทความส่วนใหญ่ก็ไม่พูดถึง

ช่องระหว่างลูกกรงบันได กับช่องระหว่างราวบันไดกับพื้นชั้นล่าง ก็วัดด้วยกำปั้นเหมือนกัน แต่ที่อันตรายกว่าช่องคือความลื่น พื้นกระเบื้องที่เปียกฝนจะลื่นแบบที่เล็บหมาล็อกไม่อยู่ หมาตกใจจากเสียงฟ้าร้อง วิ่งลงบันได แล้วไถลจนตัวมุดเข้าไปใต้ราวล่าง ทั้งที่ตอนพื้นแห้งมันมุดไม่ได้เลย

ระเบียงชั้นสองก็เหมือนกัน ช่องระหว่างราวล่างกับพื้นปูนที่เรามองข้ามไปทุกวัน บางบ้านช่องตรงนี้กว้างพอให้หมาเล็กไหลลงไปได้ แต่ที่ผมกลัวกว่าคือท่อระบายน้ำบนระเบียง ถ้าฝาท่อหายหรือกรอบแตก นิ้วเท้าหมามักติดตรงนั้น และหมาก็จะดิ้นจนตัวเองบาดเจ็บ

อีกอย่างที่ผมทำทุกปีคือเช็คประตูระเบียง ว่าปิดสนิทไหม เพราะวันที่น้ำขึ้นชั้นล่าง หมามันจะหนีขึ้นที่สูงเองตามสัญชาตญาณ มันจะวิ่งขึ้นบันไดไปยืนบนระเบียงที่เปียกน้ำ แล้วถ้าประตูเปิดค้างไว้ มันก็จะยืนอยู่ตรงนั้นจนกว่าคนจะขึ้นไปอุ้มลง

น้ำในซอยกับน้ำในบ้าน ลึกไม่เท่ากัน

ผมมองน้ำท่วมเป็นพื้นที่ที่ความลึกไม่สม่ำเสมอ ไม่ใช่ผืนน้ำเรียบ ๆ หน้าบ้านอาจสูงแค่ตาตุ่ม แต่พอถึงปากท่อระบายน้ำในซอยหน้ารั้ว อาจเป็นหลุมที่เรามองไม่เห็นก้น เพราะน้ำขุ่นช่วยปกปิดทุกอย่าง ทั้งเศษกิ่งไม้ เศษเหล็ก ฝาท่อที่หลุด และขอบคันหินที่ลดระดับลง

ในบ้านก็เหมือนกัน ตรงประตูครัวที่มีธรณีสูง กับห้องน้ำที่ทำพื้นลดระดับลงไปเพื่อระบายน้ำ สองจุดนี้ตอนน้ำท่วมต่างกันเป็นสิบเซนติเมตร และหมาไม่ได้รู้เรื่องระดับพื้นเลย

เพราะฉะนั้นแม้อยู่ในบริเวณบ้านตัวเอง ผมก็ยังใช้สายจูงตอนน้ำท่วม เหตุผลไม่ใช่เพราะหมาไม่เชื่อฟัง แต่เพราะสนามที่หมารู้จักตอนแห้ง กับสนามตอนน้ำท่วม มันคือสนามคนละอัน สัญลักษณ์ที่หมาใช้จำทางคือกลิ่น พอน้ำมา กลิ่นหายหมด มันเลยเดินหลงเข้าหลุมได้ง่ายกว่าที่เราคิด

อย่าผูกหมาไว้ใกล้แนวน้ำ และอย่าทิ้งมันไว้ในสนามตอนฝนหนัก

ผมไม่ผูกหมาไว้กับต้นไม้หรือเสาใกล้แนวน้ำ ไม่ว่าตอนนั้นน้ำจะยังต่ำแค่ไหน เพราะน้ำขึ้นเร็ว และเมื่อมันขึ้น สายโซ่จะพันกันเอง แล้วหมาก็ไม่มีทางไปไหนได้เลย

ถ้าต้องออกไปทำงานตอนฝนหนัก หมาเข้าในบ้าน ขึ้นที่สูง หรืออยู่ในโซนที่กั้นไว้แล้วในที่แห้ง ไม่มีข้อยกเว้นว่า "มันเลี้ยงในสนามมาหลายปีไม่เคยเป็นอะไร" เพราะวันที่มันเป็นอะไร จะไม่มีใครอยู่เห็น

วันที่หมาเกือบไหลลงท่อ

มีปีหนึ่งที่ฝนตกทั้งคืน ซอยหน้าบ้านผมน้ำมาเร็วมาก ผมเปิดประตูออกไปเข็นรถ แล้วหมาก็แทรกออกไปยืนอยู่ริมน้ำในซอย มันไม่ได้กระโดดลงไป แต่มันยืนอยู่ตรงขอบที่ผมรู้ว่าข้างล่างเป็นปากท่อ

สิ่งที่ผมไม่ได้ทำคือกระโดดลงไป นั่นเป็นกฎที่ผมตั้งไว้กับตัวเองตั้งแต่ก่อนมีหมา คือไม่ลงไปในน้ำที่ไหลแรง ไม่ว่าจะว่ายน้ำเก่งแค่ไหน เพราะถ้าผมพลาด คนที่อยู่ข้างบนจะกลายเป็นคนที่ต้องช่วยสองชีวิต และจะไม่มีใครเหลือช่วยหมา

สิ่งที่ผมทำคือยืนอยู่ฝั่งแห้ง คว้าไม้กวาดที่ยาวพอจะยื่นถึงตัวมัน แล้วค่อย ๆ กวาดให้มันเดินกลับเข้าฝั่ง พร้อมกับตะโกนเรียกคนในบ้านออกมาช่วยดูทางอีกฝั่ง ถ้าไม่มีอะไรยื่นถึงจริง ๆ คำตอบคือยืนยันอยู่ที่เดิม แล้วขอความช่วยเหลือจากคนที่พร้อมกว่า อย่าแลกตัวเองเข้าไป

หลังจมน้ำ ต้องพาไปหาหมอ ไม่ว่าจะดูปกติดีแค่ไหน

ข้อนี้ผมถือว่าห้ามต่อรอง หมาไม่ได้สำลักน้ำแล้วจบเหมือนคน สิ่งที่เรามองเห็นอาจมีแค่ตอนมันไอ แต่สิ่งที่ตามมาอาจไม่แสดงออกทันที และผมไม่ใช่คนที่วินิจฉัยเองได้ สิ่งที่เจ้าของทำได้คือห่มผ้าให้อุ่น รีบพาไปหาสัตวแพทย์ และเล่าให้ครบว่ามันอยู่ในน้ำนานแค่ไหน น้ำเป็นน้ำแบบไหน แล้วหลังขึ้นฝั่งมันมีอาการอะไร

เช็กลิสต์ห้านาทีที่ผมทำทุกสัปดาห์ในฤดูฝน

  • เดินรอบบ้านจากประตูหน้าไปหลังบ้าน ใช้กำปั้นลอดช่องรั้วและใต้ประตู
  • เอาข้างตัวเองดันบานประตูหนึ่งครั้ง ดูว่ากลอนยังแน่น
  • นั่งยองแล้วมองช่องระหว่างลูกกรงบันไดกับราวระเบียงชั้นบน
  • เช็คฝาท่อระบายน้ำทั้งในบ้านและหน้ารั้ว ว่ายังครบและไม่แตก
  • วางสายจูงไว้ที่ประตูหน้าและประตูหลังบ้าน อย่างละเส้น
  • ตัดสินใจล่วงหน้าว่าถ้าน้ำขึ้น หมจะอยู่จุดไหนของบ้าน และจุดนั้นสูงสุดหรือยัง

สิ่งที่ต้องยอมรับ

ไม่มีกำแพงไหนกันหมาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะหมาที่กลัวฟ้าร้องจัด หมาตาที่ตาบอด หรือหมาแก่ที่ขาหลังไม่ไหว เพราะความตื่นตระหนกจะทำให้มันทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ นั่นคือเหตุผลที่ผมวางการเฝ้าดูไว้เป็นชั้นสุดท้ายที่ห้ามเอาออก ชั้นอื่น ๆ ช่วยลดโอกาสเกิด แต่มีแค่คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเท่านั้นที่หยุดเหตุการณ์ได้ทันจริง

คนหมาข้างถนน

ผู้เขียนบทความ

คนหมาข้างถนนคือเจ้าของและผู้ดูแลสุนัขที่ใช้ชีวิตในตรอกซอกซอยและบ้านแบบไทย พวกเขารู้จักอากาศร้อนชื้น เสียงจราจร ข้อจำกัดของพื้นที่ และการดูแลสุนัขอย่างพอดีตัวจากประสบการณ์ตรง

เกี่ยวกับเรา