หมาจรจัดที่เพิ่งเข้าบ้านไม่ควรเริ่มฝึกอยู่ลำพังด้วยการปิดประตูแล้วเดินออกไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือจำกัดพื้นที่ให้เหลือมุมเล็ก ๆ มุมหนึ่งที่หมาคาดเดาได้ แล้วปล่อยให้มันเรียนรู้จังหวะของบ้าน ทั้งเวลาให้อาหาร ที่นอน และเสียงที่เกิดซ้ำทุกวัน จนกว่ามันจะเดินเข้าไปนอนในมุมนั้นเองโดยไม่ต้องอุ้ม หลังจากนั้นจึงเริ่มฝึกห่างกันทีละไม่กี่วินาที เร็วหรือช้าขึ้นกับประวัติของหมาแต่ละตัว และหมาที่โตบนถนนมักใช้เวลานานกว่าลูกหมาในบ้านมาก เพราะการอยู่คนเดียวในห้องปิดกับอยู่คนเดียวบนถนนเป็นคนละประสบการณ์กันโดยสิ้นเชิง
ผมเคยนั่งบนพื้นกระเบื้องห้องน้ำตอนตีสอง ประตูปิดสนิท มือข้างหนึ่งกำปลายสายจูงไว้เฉย ๆ จมูกของหมาแนบอยู่ใต้ประตูจนเกิดรอยเปื้อนเป็นวงบนพื้น และทุกครั้งที่มันถอยออกไปหนึ่งก้าว เสียงเล็บกระทบกระเบื้องก็ดังขึ้นมาใหม่ ผมเลือกห้องน้ำเพราะมันเล็กที่สุด คิดว่ายิ่งเล็กยิ่งรู้สึกปลอดภัย ผมนั่งอยู่นานจนเริ่มปวดหลัง ได้ยินหมาข้างซอยเห่ากันข้ามรั้ว หมาตัวนั้นเงียบไปฟังเสียงนั้น แล้วกลับมาเอาจมูกแนบประตูต่อ
ตอนนั้นเองที่ผมลุกขึ้นเปิดประตู
ไม่ใช่เพราะสงสาร แต่เพราะเพิ่งเห็นว่ามันไม่ได้กลัวการอยู่คนเดียว มันกลัวการที่ประตูปิด
ทำไมหมาจากถนนถึงช้ากว่าลูกหมาในบ้าน
บนถนน การอยู่คนเดียวเป็นสภาวะปกติของหมา มันเลือกได้ว่าจะนอนห่างจากตัวอื่นแค่ไหน จะลุกเดินหนีเมื่อไหร่ และมีทางออกอยู่ตลอด พอเข้ามาอยู่ในบ้าน สิ่งที่หายไปไม่ใช่เพื่อน แต่คือทางออก ประตูที่ปิดคือกำแพงที่ไม่มีช่อง กลิ่นที่ไม่คุ้นเคยก็อยู่ในห้องเดียวกันกับมัน นั่นเป็นคนละความกลัวกันเลย
ลูกหมาในบ้านเกิดมาในห้องที่ประตูปิดได้ มันจึงเรียนรู้เรื่องนี้ไปพร้อมกับเรื่องอื่น ๆ แต่หมาจากถนนเรียนเรื่องอื่นมาจนครบแล้วทั้งชีวิต และเพิ่งมาเจอเรื่องนี้ทีหลัง ตอนที่มันไม่มีอะไรเหลือให้ยึดเลย
อีกอย่างคือบนถนนมันมักนอนกองรวมกับตัวอื่น มีลมหายใจของใครบางคนอยู่ข้าง ๆ ตลอดคืน คืนแรกในบ้านที่เงียบและไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ จึงเป็นคืนที่แปลกที่สุด ไม่ใช่คืนที่น่ากลัวที่สุด
ผมเลยเลิกถามว่ามัน "ติดผมแค่ไหน" แล้วเปลี่ยนไปถามว่า "มันมองเห็นทางออกไหม" ที่นอนที่หันไปเห็นประตูห้อง มีทางเดินไปถึงชามน้ำได้โดยไม่ต้องอ้อม ประตูบานเดียวที่ปิดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรเลย คือสิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับสัปดาห์แรก
สัปดาห์แรกยังไม่ต้องฝึกอยู่ลำพัง
ช่วงนี้ผมไม่ปิดประตูไหนเลยนอกจากประตูบ้านตามปกติ สิ่งที่ทำมีอย่างเดียวคือทำให้ลำดับของวันมันซ้ำเดิม อาหารเวลาเดิม เดินเล่นเวลาเดิม ปิดไฟเวลาเดิม ที่นอนที่เดิม ถ้วยน้ำที่เดิม หมาเรียนรู้จากลำดับ ไม่ใช่จากคำพูด และลำดับที่ซ้ำได้คือสิ่งที่ทำให้มันเริ่มเดาออกว่าอะไรจะเกิดต่อไป
ถ้ามันเลือกไปนอนใต้โต๊ะกินข้าว ผมปล่อยไว้นั่นแหละ ไม่ลากออกมา มุมที่หมาเลือกเองมักดีกว่ามุมที่เราจัดให้
ช่วงนี้ถ้ายังไม่พร้อมพาออกไปไหน ก็แค่เปิดประตูหน้าบ้านให้มันนั่งดูรถดูคน ไม่ต้องมีเป้าหมายอะไร
เดินตามทั้งบ้านไม่ใช่ความผิด
สิบวันแรกผมไม่ถือว่าการเดินตามเป็นปัญหา มันคือการทำแผนที่ หมาเพิ่งเข้าบ้านยังไม่รู้ว่าห้องไหนคืออะไร เสียงไหนมาจากไหน และใครเดินไปไหนบ่อยแค่ไหน ผมคือจุดอ้างอิงเดียวที่มันรู้จักในบ้านทั้งหลัง
วิธีลดการตามแบบที่ไม่ต้องบังคับคือทำให้ที่นอนของมันนั่งมองเห็นทางเดินได้ แล้ววางของเคี้ยวที่กินได้นานไว้ตรงนั้น กล่องกระดาษที่ใส่อาหารแห้งซ่อนไว้ก็ใช้ได้ ต้นทุนต่ำและหมาสนใจนานกว่าของเล่นแพง ๆ ที่ผมเคยซื้อ
เวลาจะไปห้องน้ำ ผมเดินไปเฉย ๆ ไม่ปิดประตู แล้วเดินกลับมา จำนวนครั้งที่มันลุกตามจะลดลงเองโดยที่ผมไม่ต้องพูดอะไรเลย สิ่งที่มันต้องการคือหลักฐานซ้ำ ๆ ว่าผมออกไปแล้วก็กลับมา ไม่ใช่คำสั่ง
ขั้นบันไดวินาที
ตอนที่เริ่มฝึกจริง ผมเริ่มจากสิ่งที่เล็กจนน่าขัน ยืนขึ้นถือกุญแจ แล้วนั่งลง เปิดประตูแล้วปิด ก้าวออกไปหนึ่งก้าวแล้วกลับเข้ามา จากนั้นประตูปิดห้าวินาที สิบห้าวินาที สี่สิบวินาที แล้วค่อยไปถึงรั้ว
มีอย่างหนึ่งที่ผมพลาดตอนแรกและเสียเวลาไปหลายวัน นั่นคือกุญแจ โซ่ประตูรั้ว และรองเท้าคู่เดิม พวกนี้กลายเป็นสัญญาณที่หมาเรียนได้เร็วกว่าตัวการจากไปของผมมาก เสียงโซ่ดังปุ๊บ มันรู้ทันทีว่ากำลังจะถูกทิ้ง ก่อนที่ผมจะไปถึงประตูด้วยซ้ำ
ผมเลยเริ่มซ้อมเสียงโซ่ตอนที่ยังไม่ไปไหน หยิบขึ้นมาแล้ววางลง ซ้อมกุญแจตอนนั่งดูทีวีอยู่เฉย ๆ พอเสียงพวกนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไป ขั้นบันไดวินาทีก็เดินหน้าได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตอนกลับเข้าบ้าน ผมไม่จัดงานเลี้ยงต้อนรับ แต่ก็ไม่เมิน เรียกชื่อเบา ๆ ครั้งหนึ่ง แล้วปล่อยให้มันเข้ามาหาเองถ้าอยากมา
ตอนที่ผมยังอยู่ในบ้าน
หมาเพิ่งเข้าบ้านจำนวนมากผูกกับคนคนเดียวในบ้าน และปัญหาที่เจอบ่อยไม่ใช่ "อยู่บ้านคนเดียว" แต่เป็น "คนคนนั้นเดินไปอีกห้อง"
ผมเลยซ้อมเรื่องนี้ก่อนเสมอ คนคนนั้นเดินไปห้องนอน ปิดประตู หายไปสามสิบวินาที แล้วกลับออกมา ตอนที่หมาง่วง ไม่ใช่ตอนที่มันเพิ่งตื่นและยังตื่นเต้นอยู่ และถ้าบ้านมีคนอื่น ให้คนอื่นเป็นคนตักอาหารบ้างบางมื้อ ไม่ใช่เพื่อแย่งบทใคร แต่เพื่อให้มือที่สองกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเอง
สิ่งที่ทำให้แย่ลง
การปล่อยให้ร้องจนหยุดเป็นวิธีที่ผมเลิกใช้ ไม่ใช่ว่ามัน cruel อย่างเดียว แต่มันสอนผิดทั้งสองทาง บางตัวเรียนว่าถ้าร้องนานพอจะได้สิ่งที่ต้องการ บางตัวเรียนว่าต้องทนจนหมดแรงแล้วเงียบ ซึ่งหน้าตาเหมือนสงบแต่ไม่ใช่
การดุตอนมันร้องก็เช่นกัน สำหรับหมาที่เพิ่งเข้าบ้าน เสียงดังคือของแปลกอีก一件ที่เพิ่งโผล่มา มันไม่ได้สอนว่าอยู่คนเดียวแล้วปลอดภัย มันสอนว่าอยู่คนเดียวแล้วมีเรื่องแย่เกิดขึ้นอีก
การล่ามไว้แล้วเดินออกไป การล็อกให้อยู่ในห้องแคบที่มองไม่เห็นอะไรเลย และการเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกันในสัปดาห์เดียว ล้วนทำให้จุดเริ่มต้นถอยหลัง ผมเคยเปลี่ยนที่นอนพร้อมกับเปลี่ยนเวลาเดินเล่นในวันเดียว และได้เริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด
เมื่อบ้านอย่างเดียวไม่พอ
มีสัญญาณบางอย่างที่ผมบอกตรง ๆ ว่าซ้อมต่อเองไม่ไหว ตะกุยประตูจนเล็บฉีก กระโดดชนกระจก repeatedly ขุดใต้รั้วจนเป็นหลุมลึก ไม่กินไม่ดื่มทั้งวันที่ผมหายไป และที่ชัดที่สุดคือการทำร้ายตัวเอง
ตรงนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวของเจ้าของ และไม่ใช่เรื่องที่ซ้อมหนักขึ้นแล้วจะผ่าน การพาไปปรึกษาสัตวแพทย์เป็นทางที่ตรงที่สุด เพราะบางอย่างต้องแยกก่อนว่าอะไรคือความกลัว อะไรคือความเจ็บป่วยที่ทำให้หมาแสดงออกแบบนั้น
สุดท้ายแล้วผมเลิกนับเป็นวัน เลิกถามว่ากี่วันจะหาย เพราะคำตอบมันขึ้นกับว่าหมาตัวนั้นผ่านอะไรมาบ้าง บางตัวห้าวัน บางตัวสามเดือน และไม่มีใครโกหกได้ว่าอันไหนคืออันไหน
สิ่งที่ผมวัดทุกวันนี้คือจุดที่หมาเริ่มไม่สบายใจ ไม่ใช่จุดที่ผมทนไม่ไหว สองอย่างนี้ห่างกันมาก และถ้าวันไหนผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเร่งเพราะอยากให้มันจบ ๆ จนไม่ได้ดูว่าหมาอยู่ตรงไหนแล้ว นั่นคือวันที่ผมถอยกลับไปหนึ่งขั้นเสมอ