ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ช่วงกลัวลูกสุนัขพลาดแล้วย้อนยากไหม

ช่วงกลัวของลูกสุนัขย้อนกลับไปไม่ได้จริง แต่สิ่งที่ย้อนไม่ได้คือลำดับในปฏิทิน ไม่ใช่โอกาสทั้งชีวิตของหมา ประสบการณ์พื้นฐานที่ควรเก็บให้ครบก่อนช่วงกลัวเริ่มต้องทำให้เสร็จก่อน เพราะพอเข้าช่วงนั้นแล้ว เรื่องแย่ครั้งเดียวมันติดแน่นกว่าปกติ ระหว่างช่วงกลัวจึงไม่ใช่เวลาหยุดพาออกบ้าน แต่เป็นเวลาลดความเข้มข้นลง และตัวชี้วัดว่าพลาดหรือไม่พลาดไม่ใช่ “สะดุ้งไหม” แต่คือ “ใช้เวลากี่นาทีกว่าจะกลับมาเดินดมและกินต่อ”

ผมกำลังนั่งบนพื้นกระเบื้องหน้าร้านตอนราวหกโมงเย็น กลิ่นน้ำปลาจากครัวข้างๆ ลอยออกมา มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งผ่านด้วยท่อที่ดังผิดปกติ ลูกหมาที่เมื่อครู่ยังนอนกลิ้งอยู่เฉยๆ ลุกขึ้นยืน ขนสันหลังตั้ง แล้วเห่าใส่เก้าอี้พลาสติกสีฟ้าตัวที่มันเดินชนวันละสามรอบมาสามสัปดาห์

ผมไม่ลุกไปอุ้มมัน เก้าอี้ไม่ได้ขยับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยนอกจากเสียงของมันเอง ผมมองนาฬิกา แล้วหย่อนไก่ต้มชิ้นเล็กลงบนกระเบื้องระหว่างมันกับเก้าอี้

ครั้งแรกใช้เวลาเจ็ดนาทีกว่ามันจะยอมก้าวเข้ามาดมและกิน แล้วค่อยๆ เดินไปดมเก้าอี้ต่อ อาทิตย์ถัดมาสองนาที สิ้นเดือนเหลือสี่สิบวินาที เก้าอี้ไม่เคยเปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนคือความเร็วในการกลับมา

ถ้าเย็นนั้นผมสรุปไปเลยว่า “หมากลัวเก้าอี้ ต้องพาออกจากบ้าน” ผมคงเสียทั้งเย็นไปเปล่าๆ และไม่ได้ตัวเลขอะไรกลับมาเลย

สองช่วงที่ต้องกันที่ว่างไว้ในปฏิทิน

ลูกหมามักมีช่วงกลัวครั้งแรกประมาณ 8-11 สัปดาห์ และครั้งที่สองราว 4-6 เดือน ตัวเลขนี้ไม่เท่ากันทุกตัว บางตัวมาเร็ว บางตัวมาช้า และมีไม่น้อยที่ผ่านไปโดยเจ้าของไม่ทันรู้ตัว สิ่งที่ผมยึดจึงไม่ใช่ตัวเลขเป๊ะๆ แต่คือการรู้ว่า “ประตูบานนี้กำลังจะปิด”

ของที่ผมอยากให้เก็บให้ครบก่อน 8 สัปดาห์ไม่ใช่การพาลูกหมาไปเจอคนร้อยคน แต่เป็นเรื่องน่าเบื่อ: พื้นกระเบื้อง พื้นปูนร้อนๆ ตะแกรงเหล็กหน้าบ้าน เสียงรถเข็นไอศกรีม เสียงกดกริ่ง เสียงฝนกระหน่ำหลังคาสังกะสี การถูกจับขาพลิกดูอุ้งเท้า การถูกเช็ดหู การนั่งในตะกร้ารถ การขึ้นรถกระบะหนึ่งนาที

ทั้งหมดนี้คือของที่หมาน่าจะต้องเจอทุกวันไปอีกสิบห้าปี ตอนที่ลูกหมายังไม่กลัวอะไร มันผ่านไปได้โดยแทบไม่ต้องจ่ายอะไรเลย พอเข้าช่วงกลัว ของเดิมพวกนี้จะกลายเป็นของแปลกขึ้นมาทันที ทั้งที่มันอยู่ตรงนั้นมาตลอด

ตรงที่ตารางวัคซีนชนกับช่วงกลัว

นี่คือจุดที่คนเลี้ยงในเมืองติดกันเยอะ รวมถึงผมด้วยตอนตัวแรก ผมคิดง่ายๆ ว่าให้วัคซีนครบก่อนแล้วค่อยพาออกไปเรียนรู้โลก แต่ถ้ารอจนครบชุด ซึ่งมักลงเอยที่ราว 16 สัปดาห์ ก็เท่ากับเลื่อนยาวข้ามช่วง 8-11 สัปดาห์ไปแล้ว

เอาเข้าจริงมันคือความเสี่ยงสองกองที่ชั่งน้ำหนักไม่เท่ากัน กองหนึ่งคือโรค อีกกองคือประสบการณ์ และช่องตรงกลางแก้ได้ด้วยการเลือกวิธี ไม่ใช่เลือกข้าง อยู่ในล็อบบี้คลินิกก็อุ้มไว้ ไม่วางลงบนพื้น นั่งรอนอกประตูแทน พาออกตอนเช้าตรู่ที่ซอยยังโล่ง เลี่ยงตลาดสดตอนห้าโมงเย็น ไม่พาไปยืนรวมกับหมาที่ไม่รู้จักกันทั้งวัน

แต่ละบ้านต้องคุยกับหมอของตัวเอง เพราะประวัติวัคซีนกับสภาพพื้นที่แต่ละซอยไม่เหมือนกัน ผมไม่ได้บอกให้ใครข้ามคำแนะนำของหมอ แต่ผมบอกได้ว่า “รอให้ครบก่อนแล้วค่อยเริ่ม” มักจบที่ไม่ได้เริ่มเลย

ระหว่างช่วงกลัว: ลดขนาดยา ไม่ใช่หยุดกินยา

พอลูกหมาเข้าช่วงนี้ ผมไม่ได้ตัดทุกอย่างออกจากตาราง แต่ผมลดขนาดลง สิ่งที่ปรับได้มีไม่กี่ตัวและปรับได้หมด: ระยะห่างจากสิ่งที่ทำให้สะดุ้ง เวลาของวัน ระยะเวลาที่อยู่ข้างนอก จำนวนของใหม่ต่อหนึ่งครั้ง และจำนวนหมาในระยะที่มองเห็น

ตัวอย่างที่ผมเจอบ่อยคือหมาซอยหลังรั้วบ้านข้างทาง ซึ่งเห่าใส่ทุกครั้งที่เราเดินผ่าน ตัวหมาซอยไม่ใช่ตัวแปรที่ผมควบคุมได้ ผมจึงไม่พยายามไปฝึกมัน สิ่งที่ผมเปลี่ยนคือเดินอีกฝั่งของซอย ออกให้เร็วขึ้นหรือช้าลงครึ่งชั่วโมง แล้วดูว่าตอนกลับมา ลูกหมากลับไปเดินดมต่อภายในกี่นาที

ช่วงที่สองที่หลายคนนึกว่าไม่มีแล้ว

ช่วง 4-6 เดือนเป็นช่วงที่ผมเห็นคนพลาดบ่อยที่สุด เพราะลูกหมาดูโตขึ้น ดู “น่าจะผ่านมาแล้ว” แต่มันมาอีกหน และมันมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่คนมักไม่คิด คือตัวหมาใหญ่ขึ้นเท่าตัว คนแปลกหน้าและหมาข้างถนนอ่านมันต่างไปจากเดิม ทางเดิมที่เคยเดินตอนสามเดือนกลายเป็นขนาดที่หนักขึ้น โดยที่เราไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย

ช่วงนี้ยังชนกับช่วงเปลี่ยนฟันและช่วงที่หมาเริ่มทำอะไรไม่เหมือนเดิมสักอย่าง ซึ่งไม่ใช่สัญญาณว่าฝึกผิดมา แต่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมไม่เพิ่มของใหม่ในช่วงนี้

แยกช่วงกลัวออกจากขี้อายธรรมดา

สิ่งที่ทำให้ผมคิดว่านี่คือช่วงกลัว ไม่ใช่นิสัยขี้อายปกติ มีอยู่สามอย่าง หนึ่ง มันสะดุ้งของที่คุ้นเคย เก้าอี้ตัวเดิม ไม้กวาดคันเดิม พรมหน้าประตูที่เดินข้ามมาทั้งเดือน สอง มันถอยหลังหรือหางม้วนเข้าหาท้องทันทีที่เจอ แล้วไม่ยอมเดินผ่าน สาม ซึ่งสำคัญที่สุด มันยังกินข้าว กินขนม และเล่นที่บ้านได้ตามปกติภายในชั่วโมงนั้น

ขี้อายธรรมดาจะติดอยู่กับของใหม่ ไม่ใช่ของเก่า และละลายไปเองในสองสามนาทีถ้าเราไม่ไปเร่งมัน ส่วนช่วงกลัวจะกินเวลาสองสามสัปดาห์แล้วจางไปเอง

ก็ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะเป็นเรื่องของช่วงกลัว วันที่ร้อนจัด พื้นปูนกลางแดดอาจร้อนจนหมาไม่ยอมเดิน หรืออาจมีอะไรติดอยู่ระหว่างนิ้วเท้าหรือในหูก็ได้ ผมจึงดูสามอย่างนี้ก่อนตัดสินใจอะไร: กินข้าวปกติไหม เดินปกติไหมตอนอยู่บ้าน และท่าทางมันเปลี่ยนตอนอยู่กับพื้นผิวแบบไหน ถ้าหมดความอยากอาหารหรือซึมลงชัดเจน นั่นไม่ใช่เรื่องของตารางฝึกแล้ว ต้องพาไปหาหมอ

ตัวเลขที่ผมจดจริงๆ

ผมจดสั้นๆ ในโน้ตมือถือ บรรทัดเดียวต่อการออกไปหนึ่งครั้ง: วันที่ ที่ไหน อะไรเกิดขึ้น กี่นาทีกว่าจะกลับมาเป็นปกติ สี่ช่องแค่นี้พอ

ที่ต้องจดไม่ใช่เพราะหมา แต่เพราะความจำของผมเองโกหกเก่ง ผมจำวันที่มันเห่าเก้าอี้ได้แม่น แต่ลืมไปแล้วว่าอาทิตย์ก่อนมันเห่าโถปลาเป็นสิบนาที ถ้าไม่มีตัวเลข ผมจะรู้สึกตลอดเวลาว่า “มันแย่ลง” ทั้งที่ตัวเลขกำลังบอกตรงข้าม

การจดยังบังคับให้ผมเปลี่ยนทีละอย่าง วันที่เปลี่ยนทั้งสถานที่ เวลา และคนที่ไปด้วยพร้อมกัน ผมจะไม่รู้เลยว่าอะไรทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง ข้อมูลที่ได้ทั้งวันนั้นใช้ไม่ได้

ถ้าพลาดไปแล้วจริงๆ

ปฏิทินเดินหน้าไปแล้ว ย้อนกลับไม่ได้ และไม่ต้องแกล้งทำเป็นว่าย้อนได้ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือราคาของบทเรียน: ของใหม่แต่ละอย่างจะต้องใช้รอบมากขึ้น เวลามากขึ้น และความอดทนมากกว่าหมาตัวที่เก็บของพวกนี้ทัน

แต่สิ่งที่ยังใช้ได้เหมือนเดิมคือตัวชี้วัด ยังวัดที่เวลาในการกลับมา ยังลดความเข้มข้นได้ ยังเลือกเวลาและระยะห่างได้ และยังพาไปนั่งดูโลกจากมุมเดิมซ้ำๆ ได้ สิ่งที่ผมไม่ทำคือชดเชยด้วยการยัดสิบสถานที่ใหม่ในหนึ่งอาทิตย์ เพราะนั่นคือการเพิ่มปริมาณตอนที่หมารับได้น้อยที่สุด

จากที่ผมเห็นกับหมาที่โตมาโดยไม่ได้ผ่านช่วงนั้นอย่างสวยงาม มันไม่ได้พัง แต่จะระวังตัวมากกว่าเดิมในบางเรื่อง และใช้เวลานานขึ้นในการทำใจกับของบางอย่าง ซึ่งค่อยๆ แก้ได้ด้วยเวลาและความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ด้วยการบังคับให้กล้า

วันนี้เก้าอี้พลาสติกสีฟ้าตัวเดิมยังอยู่หน้าร้าน ผ่านมาหลายเดือนแล้ว มันเดินชนทุกครั้งที่ออกไปฉี่ตอนกลางคืน และไม่เคยเห่าใส่มันอีกเลย

คนหมาข้างถนน

ผู้เขียนบทความ

คนหมาข้างถนนคือเจ้าของและผู้ดูแลสุนัขที่ใช้ชีวิตในตรอกซอกซอยและบ้านแบบไทย พวกเขารู้จักอากาศร้อนชื้น เสียงจราจร ข้อจำกัดของพื้นที่ และการดูแลสุนัขอย่างพอดีตัวจากประสบการณ์ตรง

เกี่ยวกับเรา