ไม่ต้องรอให้วัคซีนครบก่อนพาลูกหมาออกไปรู้จักโลก และก็ไม่จำเป็นต้องพาลงไปเดินเตร่บนพื้นสาธารณะเพื่อให้ทันตารางเข้าสังคม สองคำแนะนำนี้ฟังดูขัดกัน แต่จริง ๆ มันพูดถึงคนละเรื่อง อันหนึ่งพูดถึงการได้กลิ่น ได้ยิน ได้เห็น อีกอันพูดถึงการได้สัมผัสพื้นและสิ่งที่หมาตัวอื่นทิ้งไว้ ตัวแปรที่ตัดสินความเสี่ยงจึงไม่ใช่จำนวนวันบนปฏิทิน แต่คือผิวสัมผัสใต้ฝ่าเท้ากับปลายจมูกของมัน งานของเจ้าของคือแยก “การออกไปดูโลก” ออกจาก “การลงไปเหยียบพื้น” ให้ขาดจากกัน แล้วค่อยไปตกลงเส้นแบ่งกับสัตวแพทย์ที่ดูแลหมาตัวนั้นเอง
ผมพาลูกหมาออกจากบ้านครั้งแรกด้วยผ้าเช็ดตัวผืนเก่า ไม่ได้ใส่สายจูงและไม่ได้ปล่อยให้เดิน เราไปกันแค่สุดปากซอยตอนหกโมงเช้า รถยังน้อย ของที่แผงเขียงทิ้งไว้เมื่อคืนยังไม่ถูกกวาด กลิ่นคาวอ่อน ๆ ลอยขึ้นมาตามความชื้น เสียงรถเข็นดังอยู่ไกล ๆ แล้วก็หายไป ลูกหมาในผ้าหายใจถี่ขึ้น หูมันหมุนตามเสียงก่อนที่ตาจะหาเจอ มันยืดคอสุดแขนไปดมอากาศแล้วจามหนึ่งที
ทริปนั้นมันไม่ได้แตะพื้นเลยสักวินาที กลับถึงบ้านก็นอนหลับยาวกว่าเดิม
ตรงนั้นเองที่ผมเริ่มเห็นว่าสิ่งที่ทำให้ลูกหมา “เคยชินกับโลก” ไม่ได้อยู่ที่การได้เดินบนพื้นเลย มันอยู่ที่ว่าวันหนึ่งมันจะเจอรถเข็นคันนั้น เสียงคนทัก กลิ่นหมาแปลกหน้า พื้นที่แปลก ๆ ใต้เท้า แล้วมันไม่ตื่นตระหนก ถ้าอย่างนั้นงานของผมคือเอาของพวกนั้นมาให้มันเจอก่อน โดยที่ยังคุมพื้นผิวที่มันสัมผัสอยู่ได้
สิ่งที่ลูกหมาเก็บเกี่ยวได้ โดยไม่ต้องลงไปเหยียบพื้น
ผมใช้เสื่อปูพื้นผืนเล็กที่พับแล้วยัดใส่กระเป๋าได้ วางบนม้านั่งปูนหน้าบ้าน แล้วให้มันนั่งบนนั้น ไม่ใช่บนพื้น โดยมีมือผมค้ำหลังมันไว้ กระเป๋าใส่หมาที่มีก้นแข็งก็ทำงานแบบเดียวกัน
สิ่งที่มันได้จากทริปแบบนี้คือกลิ่น ซึ่งเป็นชั้นข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด กลิ่นคน กลิ่นยาง กลิ่นอาหาร กลิ่นหมาที่เพิ่งเดินผ่านไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ตามด้วยเสียง ที่สำคัญไม่ใช่ความดัง แต่คือความที่มันดังแล้วหายไป แล้วกลับมาอีก ต่างจากเสียงในบ้านที่เดิม ๆ ทุกวัน ตามด้วยภาพ คนเดินผ่าน หมานอนอยู่หน้าร้านห่างออกไปหลายเมตร แล้วก็ความรู้สึกจากการถูกจับ ถูกห่อ ถูกอุ้ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกหมาเมืองต้องทนให้ได้มากกว่าที่คิด
ผมมองว่าเกือบทั้งหมดของ “การเข้าสังคม” อยู่ที่สามอย่างนี้ ไม่ได้อยู่ที่การได้เดินสี่ขาไปบนทางเท้า
ตัวแปรที่ผมใช้ตัดสิน คือชั้นของผิวสัมผัส
ผมแบ่งสถานการณ์ออกเป็นสามชั้นในหัว ชั้นแรกคืออากาศรอบตัว กลิ่น เสียง ภาพ แทบไม่ต้องแลกอะไรเลย ชั้นที่สองคือผิวที่มันนั่งอยู่ ตักผม เสื่อ กระเป๋า ม้านั่ง ชั้นนี้คุมได้ ถ้าไม่วางของรองลงบนพื้นและไม่ปล่อยให้หมาแปลกหน้ามาเลีย ชั้นที่สามคือพื้นที่ที่หมาไม่รู้จักใช้เป็นที่ถ่ายซ้ำ ๆ ทุกวัน ดิน ทราย ทางเท้าแฉะ ๆ แอ่งน้ำหลังฝน
ชั้นที่สามคือที่ที่ผมชะลอ ไม่ใช่ที่ที่ผมปิดตาย เพราะถ้าปิดตายไปเลย ลูกหมาจะโตมาโดยไม่เคยเห็นพื้นโลกเลยสักแบบ แล้ววันแรกที่ได้ลงไปก็จะหนักกว่าวันนี้มาก
ผมจะไม่พยายามตอบเองว่าชั้นที่สามจะเริ่มเมื่อไร เพราะผมตอบแทนหมอไม่ได้ มันขึ้นกับว่าซอยที่ผมอยู่มีหมาผ่านมากแค่ไหน พื้นที่ตรงนั้นแห้งหรือแฉะ หมาแต่ละตัวสภาพต่างกัน และผมจะพามันไปแบบอุ้มหรือปล่อยเดิน นานแค่ไหน ทั้งสี่ข้อนี้เปลี่ยนคำตอบได้หมด
จุดที่ผมยังข้ามไปก่อน
มุมตึก กำแพง เสาไฟ และโคนต้นไม้ริมทาง คือที่ที่หมาข้างถนนใช้ประจำ ถึงผมจะออกไปตีห้าก็ยังเป็นจุดที่คนพาหมาไปปล่อยบ่อยกว่าที่อื่นมาก มันไม่ใช่เรื่องของเวลา แต่เป็นเรื่องของความถี่สะสม
ตลาดนัดกับสวนสาธารณะวันหยุดคือที่ที่ผมเลี่ยงยาว ทั้งหมาหลายตัว หลายเจ้าของ และพื้นที่เปียกที่ไม่รู้ว่าใครผ่านอะไรมาก่อน
ทางเท้าที่มีน้ำขังหลังฝนก็เช่นกัน ในอากาศแบบบ้านเรา กว่าจุดนั้นจะแห้งก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง และลูกหมาเดินลุยได้สนุกเกินกว่าที่เจ้าของจะดึงกลับทัน
รวมถึงหน้าร้านที่มีหมานอนเฝ้าอยู่ ตัวหมาไม่ได้ดุเลยก็ได้ แต่พื้นรอบ ๆ ที่มันนอนไม่ได้สะอาดตามไปด้วย
ที่ที่ผมใช้เริ่มแทนคือลานปูของบ้านเพื่อน ปากซอยเงียบ ๆ ตอนหกโมงเช้า และระเบียงที่มองลงไปเห็นถนน สามที่นี้ให้เกือบทุกอย่างที่ตลาดนัดให้ แต่แลกด้วยอะไรน้อยกว่ามาก
ปรสิตเป็นงานที่เดินคู่กัน ไม่ใช่ใบอนุญาตให้รอ
มีช่วงหนึ่งผมเคยคิดว่า ตราบใดที่ยังไม่พาลงไปลุยพื้น ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องเห็บหมัดนักหรอก คิดแบบนั้นผิดเงียบ ๆ เพราะการป้องกันปรสิตเป็นงานประจำของเจ้าของที่ทำขนานไปกับการพาหมาออกไปดูโลก ไม่ใช่ด่านที่ต้องผ่านก่อนแล้วค่อยไปเที่ยว และไม่ใช่เหตุผลให้ประมาทตอนอยู่ข้างนอกด้วย
อีกด้านที่คนมักลืมคิด คือการไม่พาลูกหมาออกไปเลยก็มีความเสี่ยงของมันเอง หมาโตที่ไม่เคยเห็นรถเข็น ไม่เคยได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแล้วดับ ไม่เคยถูกคนแปลกหน้ายื่นมือมา จะใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะปรับตัว และบางตัวก็ไม่ปรับเลย ผมเลยไม่ชอบกรอบคิดที่ว่าต้องเลือกข้างระหว่างสุขภาพกับการเข้าสังคม เพราะสองอย่างนี้ชั่งพร้อมกันได้ ถ้าเราเลือกผิวสัมผัสเป็น
มีกรณีที่ตาชั่งเอียงไปอีกทางจริง ๆ นะ ถ้าหมาตัวนั้นมีปัญหาสุขภาพของตัวเอง หรือพื้นที่รอบบ้านกำลังมีอะไรที่หมอเห็นว่าไม่ควรเสี่ยง คำตอบก็คือจำกัดการออกไป แล้วค่อยหาทางให้มันได้กลิ่นและเสียงจากที่ปลอดภัยกว่า บทความนี้แทนคำตอบของหมอในกรณีนั้นไม่ได้ และไม่ควรแทน
ถามหมอยังไงให้ได้คำตอบที่ใช้ได้จริง
คำถามว่า “พาออกได้หรือยัง” มักได้คำตอบที่เอาไปทำอะไรต่อไม่ค่อยได้ ผมเลยเปลี่ยนวิธีเล่าให้หมอฟังแทน เล่าว่าซอยที่บ้านมีหมาถูกปล่อยเดินผ่านวันละกี่ตัว ทางเท้าหน้าบ้านเป็นปูนหรือเป็นดิน มีน้ำขังตรงไหนบ้าง ผมจะอุ้มหรือปล่อยเดิน ไปนานแค่ไหน และจะไปที่ไหน
พอหมอเห็นภาพเดียวกับที่ผมเห็น คำตอบมันจะออกมาเป็นการกระทำ เช่น ตรงไหนข้ามไปก่อน กลับบ้านแล้วต้องทำอะไร มากกว่าจะเป็นตัวเลขวันที่ผมเอาไปใช้ไม่ได้จริง
ผมไม่เอาโพสต์ในเน็ตมาใช้เป็นตารางของตัวเอง รวมถึงบทความนี้ด้วย สิ่งที่บทความนี้ให้ได้คือวิธีคิดเรื่องผิวสัมผัส ส่วนคำตอบว่าลูกหมาตัวนั้นของผมควรเริ่มตรงไหน ควรมาจากคนที่เห็นมันตัวจริงและรู้ว่าพื้นที่รอบบ้านเป็นอย่างไร
วันหนึ่งที่ผมกับหมอเห็นตรงกันว่าเริ่มพาลงไปเดินเองได้ ผมพามันเดินเส้นเดียวกับที่เคยอุ้มผ่านตอนหกโมงเช้า มันเดินผ่านมุมเสาไฟที่เคยทำให้ผมกำผ้าแน่นขึ้นโดยไม่สนใจเลย มันไม่ตื่นเต้นกับรถเข็นที่ผ่านมา และผ้าขนหนูผืนนั้นก็ถูกพับเก็บเข้ากล่องไปตั้งแต่ตอนนั้น