ในบ้านเรา ขนสั้นไม่ได้แปลว่าดูแลง่าย และขนยาวก็ไม่ได้แปลว่าดูแลยากเสมอไป ตัววัดที่ใช้ได้จริงมีอยู่สามอย่าง คือ หลังอาบน้ำใช้เวลาตากแห้งอีกนานแค่ไหน ขนจับตัวเป็นปมหรือเป็นสังกะตังเร็วแค่ไหน และความชื้นค้างแนบผิวหนังได้นานเท่าไรในอากาศชื้นแบบบ้านเรา สามตัวนี้ต่างกันมากระหว่างประเภทขน จนแทบไม่เกี่ยวกับความยาวขนที่ตามองเห็นเลย

เย็นวันพฤหัสที่ฝนเพิ่งหยุด ผมคุกเข่าอยู่บนพื้นห้องน้ำที่เปียกไปทั้งแถบ ถังน้ำวางอยู่ซ้ายมือ ฝักบัวอยู่ในมือขวา และหมาตัวหนึ่งยืนสั่นอยู่ตรงหน้าเรา โคลนจากปากซอยติดอยู่ที่ปลายเท้าหลัง มันสะบัดตัวหนึ่งที น้ำก็กระจายไปถึงขอบประตู
ช่วงเวลานั้นงานจริง ๆ ไม่ใช่การอาบ แต่คือการรอ อาบเสร็จใช้เวลาไม่ถึงสองนาที ที่เหลือคือการนั่งเฝ้าว่าผิวหนังใต้ขนแห้งจริงหรือยัง
ผมเช็ดด้วยผ้าขนหนูจนผ้าเปียกทั้งผืน ปล่อยให้มันไปนอนใต้พัดลมบนพื้นกระเบื้อง ผ่านไปสี่สิบนาที เอามือลูบหลัง ขนด้านบนสากและแห้งแล้ว ดูเหมือนงานเสร็จ แต่วินาทีที่ใช้นิ้วแหวกขนตามแนวสันหลังลงไปจนถึงผิว ปลายนิ้วเจอความเย็นชื้นอยู่ข้างใต้ ผ่านไปอีกยี่สิบนาที ก็ยังเจอเท่าเดิม
นั่นแหละคือตัวเลขจริงของบ้านนี้ ไม่ใช่คำว่า "ขนสั้นเลยแห้งเร็ว"
ใช้มือหาตัวเลขของตัวเองก่อน
วิธีที่ผมใช้กับหมาทุกตัวที่บ้านไม่มีอะไรซับซ้อน ครั้งต่อไปที่อาบน้ำหมา ให้จับเวลาจากวินาทีที่เช็ดผ้าผืนสุดท้ายเสร็จเป็นศูนย์ แล้วทุกยี่สิบห้านาทีทำแบบเดิม ใช้นิ้วแหวกขนตรงสันหลังกับสีข้างลงไปแตะผิว ถ้าผิวยังเย็นชื้นก็ยังไม่แห้ง ถ้าอบอุ่นและแห้งมือก็จบ จดตัวเลขนั้นไว้
ผมชอบใช้หลังนิ้วมากกว่าฝ่ามือ เพราะฝ่ามือเราอุ่นจนแยกไม่ออกว่าอันไหนคือความอุ่นของหมา อันไหนคือความอุ่นของตัวเอง
ตัวเลขนี้จะไม่เท่ากันในแต่ละบ้าน ทั้งที่หมาตัวเดียวกัน ห้องที่เปิดแอร์รีดความชื้นออกจากอากาศได้เร็ว ส่วนวันที่ฝนตกทั้งวัน ความชื้นในบ้านสูงจนผ้าเช็ดตัวผืนเดิมที่แขวนไว้ตอนเช้ายังหมาดตอนเย็น ฉะนั้นตัวเลขที่คุณได้จากบ้านตัวเองเท่านั้นที่ใช้ตัดสินใจได้ ที่อื่นบอกมาเท่าไรก็เป็นแค่การเดา
ความยาวที่เห็น ไม่ใช่ชั้นที่อุ้มน้ำ
สิ่งที่ตาหลอกเราได้ง่ายที่สุดคือคำว่า "ขนสั้น" กับ "ขนยาว" เพราะสองคำนี้พูดถึงชั้นขนด้านนอก ซึ่งเป็นชั้นที่แห้งเร็วที่สุดอยู่แล้ว ตัวที่กำหนดว่าเมื่อไรผิวจะแห้งคือชั้นในที่ติดกับผิว ถ้าเป็นพันธุ์ขนสองชั้นที่มีอันเดอร์โค้ทแน่น ขนด้านนอกจะสั้นแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร เพราะน้ำลงไปขังอยู่ชั้นล่าง
ในทางกลับกัน ขนยาวที่เป็นชั้นเดียวและไม่พันกัน ก็แห้งได้เร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด เป่ากลม ๆ ตามแนวขนไล่จากโคนไปปลายก็ถึงผิวได้เลย ไม่มีชั้นในคอยอุ้มน้ำไว้
ที่บ้านผมเคยเลี้ยงหมาพื้นเมืองขนสั้นชั้นเดียวอยู่หลายตัว ตัวพวกนี้คือคำตอบของคำว่า "ขนสั้นดูแลง่าย" จริง หลังอาบน้ำเช็ดผืนเดียวก็แทบแห้ง แต่พอได้เลี้ยงตัวที่ขนสั้นแต่มีอันเดอร์โค้ทหนา ตัวเลขเวลาตากแห้งกระโดดขึ้นไปหลายเท่า ทั้งที่มองจากระยะสองเมตรแทบไม่ต่างกัน นี่คือจุดที่คนเลือกหมาจากภาพถ่ายมักพลาด
หน้าฝนคือช่วงที่ตัวเลขนี้สำคัญที่สุด
ในซอยของผม ฝนตกแล้วน้ำขังเป็นแอ่งตื้นตรงปากทาง หมาจุ่มเท้าลงไปได้ทั้งสี่ข้าง ระหว่างเดินกลับบ้าน อันเดอร์โค้ทที่แนบผิวก็ดูดน้ำจากปลายขาไล่ขึ้นมา พอถึงบ้านก็มีผ้าเช็ดตัวกับพัดลมเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่ได้อาบน้ำเลย แค่เดินตากฝน ก็ใช้เวลาตากแห้งนานพอกัน
จุดที่ผมเจอปัญหาบ่อยที่สุดไม่ใช่หลัง แต่คือใต้คาง ใต้คอ กับซอกขาหน้าตรงรักแร้ เพราะสามจุดนี้มีขนแน่นและมีผิวพับทบกัน ไม่ค่อยโดนลมตรง ๆ ผิวที่เปียกค้างอยู่ตรงนั้นทั้งคืนคือกลิ่นอับที่ทักเราตอนเช้า และเป็นสภาพที่เชื้อราหรือผิวอักเสบชอบมาลง ทั้งที่หมาดูแลสะอาดทุกสัปดาห์
ผมไม่วินิจฉัยเองจากกลิ่นหรือรอยแดง และไม่แนะนำให้ใครวินิจฉัยจากบทความ งานของเจ้าของคือเช็ดให้ถึงผิวทุกครั้งที่เปียก ถ้าผิวเริ่มแดงเป็นวง เป็นขุย หรือกลิ่นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนั้นก็เป็นเรื่องของสัตวแพทย์ ไม่ใช่เรื่องของผ้าเช็ดตัวผืนที่สาม
รอยพับคือหลายผิว ไม่ใช่ผิวเดียว
พันธุ์ที่มีรอยพับชัดอย่างชาร์เพย์ หรือพันธุ์หน้าสั้นที่พับตรงจมูกและโคนหาง ต้องคิดต่างออกไป เพราะรอยพับหนึ่งรอยคือผิวคนละแผ่น ไม่ใช่พื้นที่เดียวที่เช็ดผ่านแล้วจบ
วิธีที่ผมใช้คือใช้ผ้าแห้งผืนเล็ก จับมุมผ้าให้เป็นติ่ง แล้วลอดเข้าไปตามรอยพับทีละรอย ชักออกมา ถ้าปลายผ้าเปียกก็ทำซ้ำด้วยมุมใหม่ที่ยังแห้ง ทำไปจนปลายผ้าออกมาแห้ง หลังจากนั้นเปิดรอยพับให้ลมเข้า ถ้าหมาไม่ยอมให้จับหรือรอยพับตื้นจนนิ้วลอดไม่สะดวก ผ้าติ่งเดียวยังเวิร์กกว่าผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ เพราะผืนใหญ่เช็ดได้แค่ผิวชั้นนอก
ช่วงหน้าฝน ผมเช็คแบบนี้ทุกวัน ไม่ใช่แค่หลังอาบน้ำ เพราะหมาที่เดินลุยน้ำกลับบ้านก็เปียกได้เหมือนกัน
เมืองร้อนไม่มีฤดูผลัดขน
ในประเทศที่หนาว หมาขนสองชั้นจะมีช่วงผลัดขนปีละสองครั้งตามแสงและอุณหภูมิที่เปลี่ยน แต่ในบ้านเรา หมาส่วนใหญ่อยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ตลอดปี ไม่มีสัญญาณหนาวหรือร้อนพอจะบอกให้ขนแตกออกทั้งชุด ผลลัพธ์คือขนร่วงแบบต่อเนื่องทั้งปี มากบ้างน้อยบ้างตามรอบของแต่ละตัว ไม่ใช่สองก้อนใหญ่ในหนึ่งปี
ผมเลยเลิกคิดเรื่อง "ฤดูผลัดขน" แล้วเปลี่ยนไปคิดเป็นนาทีกวาดบ้านต่อวันแทน นั่นคือส่วนที่คนมักลืมตอนคำนวณ เพราะขนที่ร่วงอยู่บนพื้นคือเวลาที่เราจ่ายจริงทุกวัน
อาบบ่อยขึ้นไม่ได้แปลว่าสะอาดขึ้น
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมเข้าใจว่าถ้าหมาเริ่มมีกลิ่น ก็ให้อาบน้ำบ่อยขึ้น แล้วเรื่องจะจบ ปรากฏว่ามันไม่ได้จบ และแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะการอาบน้ำโดยที่ยังไม่ได้เอาขนตายชั้นในออกก่อน เท่ากับเอาน้ำดันขนที่หลุดแล้วให้ไปอุดแน่นชิดผิวมากขึ้น ความชื้นก็เลยค้างนานกว่าเดิม กลิ่นก็กลับมาเร็วขึ้น
สิ่งที่ทำงานจริงคือการหวี ไม่ใช่การอาบ หวีเอาขนที่ตายแล้วออกจากโคนก่อน แล้วค่อยอาบ น้ำถึงจะไหลผ่านได้ และลมเป่าถึงผิวได้เร็วขึ้น จำนวนวันที่ผมอาบน้ำหมาในบ้านนี้จึงไม่สำคัญเท่าจำนวนครั้งที่ผมเอาแปรงลงไปแตะขนจริง ๆ ในหนึ่งสัปดาห์
หมาขนสั้นชั้นเดียวอาจใช้หวีสั้น ๆ สองสามนาที สัปดาห์ละสามครั้งก็พอ ส่วนตัวที่มีอันเดอร์โค้ทแน่น หวีจะใช้เวลานานกว่านั้น และต้องลงให้ถึงชั้นใน ไม่ใช่ลูบอยู่แค่ด้านบนให้ดูสวย
ขนสั้นก็มีบิลแดดของมัน
อีกเรื่องที่คนมักคิดข้ามไปคือ ขนสั้นช่วยเรื่องความร้อนได้จริง แต่ไม่ได้แปลว่าหมาแทบไม่ต้องดูแลอะไรในหน้าร้อน ตรงกันข้าม ผิวที่โผล่พ้นขนจะรับแดดเต็ม ๆ ช่วงเที่ยงถึงบ่ายสาม หลังกับสันจมูกที่ขนบางที่สุดคือสองจุดที่ไหม้ก่อนเพื่อน
บ้านผมเลี่ยงเดินช่วงสิบเอ็ดโมงถึงสามโมงครึ่ง ไม่ใช่เพราะกลัวร้อนอย่างเดียว แต่เพราะพื้นปูนตรงนั้นร้อนพอจะทำให้อุ้งเท้าพองได้ทั้งที่หมาตัวยังไม่รู้สึกตัว มุมที่ร่มที่สุดในซอยคือใต้ต้นไม้ฝั่งตรงข้ามปากทาง ซึ่งถ้าคุณเดินผ่านตอนเที่ยง คุณจะเห็นว่ามีคนจอดรถรออยู่สองสามคันด้วยเหตุผลเดียวกัน
พูดง่าย ๆ คือ "ดูแลง่าย" กับ "ดูแลหน้าร้อนน้อย" เป็นคนละเรื่อง ขนสั้นประหยัดเวลาในห้องน้ำ แต่ไม่ได้ประหยัดเวลาในการดูแดดแทนหมาเลย
คิดเป็นนาทีต่อสัปดาห์ ก่อนตัดสินใจเลือก
เวลาผมคุยกับคนที่กำลังจะรับหมาเข้าบ้าน ผมไม่ถามว่าอยากได้ขนแบบไหน แต่ถามว่าสัปดาห์หนึ่งมีเวลาหลังเลิกงานกี่นาที แล้วเอาสูตรง่าย ๆ นี้คิด
นาทีที่จ่ายต่อสัปดาห์ = (นาทีหวีต่อครั้ง × ครั้งต่อสัปดาห์) + (นาทีเช็ดและเป่าให้แห้งถึงผิวต่อครั้ง × ครั้งที่อาบน้ำต่อสัปดาห์) + (นาทีกวาดหรือเก็บขนต่อวัน × 7)
ยกตัวอย่างคร่าว ๆ แบบที่ผมใช้กะกับบ้านตัวเอง ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของพันธุ์ไหน ขนสั้นชั้นเดียวที่หวี 5 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง อาบน้ำสัปดาห์ละครั้งแล้วเป่า 15 นาที เก็บขนวันละ 5 นาที จะออกมาราว 65 นาทีต่อสัปดาห์ ส่วนขนสั้นที่มีอันเดอร์โค้ทแน่น ถ้าหวี 15 นาที สัปดาห์ละ 4 ครั้ง อาบน้ำครั้งหนึ่งเป่า 40 นาที เก็บขนวันละ 10 นาที จะขึ้นไปแตะ 170 นาทีต่อสัปดาห์ ทั้งที่ทั้งคู่ถูกเรียกว่า "ขนสั้น" เหมือนกัน
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกอย่างยาวขึ้น และยังไม่รวมหมาที่ไม่ยอมให้เป่าขนด้วยเครื่องเป่า ถ้าเป็นแบบนั้นต้องบวกเวลาเข้าไปอีกเท่าหนึ่ง แล้วแต่ตัว เพราะงั้นคำถามสำคัญก่อนเลือกพันธุ์จึงไม่ใช่ "ขนแบบนี้สวยไหม" แต่เป็น "ใครจะทำส่วนนี้ทุกสัปดาห์" กับ "บ้านเรามีที่ให้มันยืนสะบัดน้ำโดยไม่เปียกทั้งบ้านไหม"
และมันขึ้นอยู่กับรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครบอกในบทความขายพันธุ์เลย ห้องน้ำเล็กเกินกว่าจะกักหมาไว้ในนั้นได้หรือเปล่า บ้านไม่มีที่ตากผ้าเช็ดตัวให้แห้งทันใช้ในวันที่ฝนตกติดกันสามวัน หรือหมาถูกจับพลิกตัวได้ไหมตอนเช็ดรอยพับ สามข้อนี้เปลี่ยนเวลาที่ต้องจ่ายไปหลายสิบนาทีต่อสัปดาห์ได้เลย
สุดท้ายแล้วขนไม่ใช่หน้าตาของหมา มันคือบิลรายสัปดาห์ที่เราจ่ายด้วยมือของเราเอง ถ้าคุณรู้ตัวเลขของบิลนี้ก่อนตัดสินใจ คุณจะเลือกได้ตรงกับชีวิตจริงกว่าการเลือกจากรูปสวย ๆ ในมือถือมาก