แปรงฟันสุนัขให้ได้ทุกวันคือจุดที่ควรไปให้ถึง ถ้าทำทุกวันไม่ไหว ให้ยึดวันเว้นวันเป็นขั้นต่ำที่ยังได้ผลจริง และถ้าลดลงไปเหลือสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง ก็แทบไม่ต่างจากการไม่ได้แปรงเลย เพราะคราบที่เกาะอยู่บนฟันจะเริ่มแข็งตัวเป็นหินปูนภายในเวลาไม่กี่วัน พอแข็งแล้วก็ไม่มีแปรงอันไหนถูมันออก
หกโมงเย็นที่ธรณีประตู
ผมไม่ได้เก็บแปรงสีฟันของหมาไว้ในห้องน้ำ แปรงปักอยู่ในแก้วใบเดียวข้างชามน้ำ ตรงธรณีประตูที่ปูด้วยกระเบื้องเย็น ๆ ทุกเย็นหมากลับจากเดินเล่นแล้วทิ้งตัวลงแปะกับพื้นตรงนั้น เลียข้อศอกตัวเองสองทีแล้วหลับตาปี๋
ผมนั่งลง หลังพิงวงกบ ยกแก้วขึ้นให้หมาเห็นก่อน หมาเหลือบตามองแปรงแล้วก็วางคางกลับลงบนกระเบื้อง มันรู้แล้วว่าจะเกิดอะไรต่อ ผมเอื้อมมือไปดันริมฝีปากบนด้านข้างขึ้น นิ้วโป้งรู้สึกถึงความอุ่นของเหงือก ฟันกรามซี่ในสุดโผล่ขึ้นมาเป็นแถบขาว ๆ ขนแปรงแตะลงตรงรอยต่อระหว่างฟันกับเหงือก วนเป็นวงเล็ก ๆ ช้า ๆ หมาถอนหายใจยาว ๆ หนึ่งครั้ง แล้วปล่อยให้ทำต่อ
ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงนาที
กว่าผมจะเจอเวลาที่ใช่
ตอนเริ่มทำใหม่ ๆ ผมแปรงหลังหมากินข้าวเย็น เพราะคิดว่ามันเป็นช่วงที่บ้านเงียบและผมว่าง แต่หมาที่บ้านไม่ค่อยชอบ ช่วงนั้นมันจะเลียปากถี่ ๆ กลืนน้ำลายบ่อย ๆ และพยายามพลิกหัวหนี ทุกวันนี้นึกย้อนไปผมก็คิดว่าปากมันคงอุ่น ๆ ชื้น ๆ แล้วก็ยังมีเศษอาหารอยู่เต็มปาก
ผมเลยเลื่อนมาแปรงก่อนให้ข้าว หรือไม่ก็หลังเดินเล่นตอนที่หมายังนอนแผ่และหายใจปกติ ไม่ใช่หลังวิ่งเล่นจนหอบ เพราะช่วงนั้นทั้งตัวมันยังกระตุกและไม่นิ่งพอให้มือเราเข้าไปใกล้ปาก
ตัวเลขที่ผมใช้จริง
ผมเลิกถามว่าสัปดาห์หนึ่งต้องกี่ครั้ง แล้วเปลี่ยนไปถามว่าผมยอมให้ตัวเองขาดติดกันกี่วัน นั่นคือคำถามเดียวกัน แต่ตอบง่ายกว่ามาก
- ทุกวัน คือเป้าหมาย ไม่ต้องนาน ครั้งละสามสิบสี่สิบวินาทีที่ขนแปรงโดนฟันจริง ๆ ก็พอ
- วันเว้นวัน คือขั้นต่ำที่ผมยอมรับว่ายังดูแลอยู่ ถ้าหมาร่วมมือดีและผมมีเวลาจำกัด ช่วงนี้คือช่วงที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
- สัปดาห์ละครั้ง สำหรับผมมันไม่นับเป็นการแปรงฟันแล้ว มันคือการให้หมารู้จักแปรง แต่คราบที่เกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ก็ยังอยู่ตรงนั้น
- เดือนละครั้ง ไม่ต้องฝืนทำ ถ้าทำได้แค่นี้ การจับกดแล้วขัดแรง ๆ หนึ่งครั้งสร้างความเครียดมากกว่าประโยชน์
มีช่วงหนึ่งที่ผมป่วยติดกันหลายวัน แล้วตามด้วยช่วงที่ซอยน้ำท่วม กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดและหมดแรง พอผ่านไปราวสัปดาห์หนึ่ง ผมยกปากหมาขึ้นดูแล้วเห็นเส้นสีเหลืองอมน้ำตาลบาง ๆ ไล้ไปตามขอบเหงือกของฟันกรามซี่ในสุด เอาส้นเล็บขูดดู มันฝืดและไม่ขยับ
นั่นคือวันที่ผมเข้าใจความต่างระหว่างคราบกับหินปูน คราบนุ่ม ๆ ที่เพิ่งเกาะแปรงออกได้ในคืนเดียว แต่เส้นที่แข็งแล้วไม่มีแปรงไหนถูออก และมันก่อตัวเร็วกว่าที่ผมคิด ไม่ใช่เป็นเดือน
ทำไมตัวเลขไม่ใช่หัวใจของเรื่อง
เพราะสิ่งที่ทำให้ผมแปรงต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ไม่ใช่ความมีวินัย แต่คือการที่แปรงไปอยู่ในที่ที่มือผมคว้าเจอทุกเย็นโดยไม่ต้องคิด แปรงวางข้างชามน้ำ ไม่ใช่ในลิ้นชักห้องน้ำ ถ้ามันอยู่ในลิ้นชัก ผมจะลืมมันในวันที่เหนื่อยที่สุด ซึ่งเป็นวันที่ผมควรแปรงที่สุดเหมือนกัน
อีกอย่างที่เปลี่ยนไปคือลำดับ ผมเคยคว้าแปรงออกมาตอนที่หมานอนสบาย ๆ อยู่แล้ว ผลคือมันลุกหนีทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแก้วกระทบกัน ตอนนี้ผมยกแปรงให้เห็นก่อนหยิบสายจูง หมาเลยเรียนรู้ว่าแปรงมาก่อนการออกไปเดินเล่น ไม่ใช่หลังการถูกจับหัว
วันไหนที่ฝนตกจนออกไปเดินไม่ได้ ผมก็ยังยกแปรงขึ้นให้เห็นอยู่ดี เพราะสิ่งที่หมาจำไม่ใช่การเดิน แต่คือลำดับที่มันคุ้นเคย
แปรงให้โดน ดีกว่าแปรงให้นาน
ถ้าให้เลือกอย่างเดียว ผมเลือกให้ขนแปรงแตะฟันจริง ๆ สามสิบวินาที มากกว่าดิ้นกันอยู่ห้านาทีแล้วแทบไม่ได้โดนฟันเลย
จุดที่ผมให้น้ำหนักคือด้านนอกของฟันที่ติดกับกระแก้ม โดยเฉพาะซี่กรามในสุดสองข้าง เพราะตรงนั้นคือที่ที่ผมเห็นเส้นคราบขึ้นก่อนเสมอ ด้านในที่ติดลิ้นผมแตะผ่าน ๆ เพราะมันถูกเสียดสีอยู่ตลอดเวลา
หมาตัวไหนไม่ยอมให้เอาขนแปรงเข้าปากเลย ผมใช้ผ้ากอซพันนิ้วแล้วถูด้านนอกของฟันไปแทน มันไม่ได้สะอาดเท่าแปรง แต่ยังได้สัมผัสและยังคงความเป็นกิจวัตรไว้ โดยไม่ต้องไปหาซื้ออะไรเพิ่ม
วันที่แปรงไม่ได้ก็มี
มีวันที่หมาไม่สบาย มีวันที่ร้อนจนมันไม่อยากให้ใครแตะ มีวันที่ผมกลับบ้านดึก วันที่ขาดไปหนึ่งวันไม่ได้ล้างสิ่งที่ทำไว้ ผมแค่ทำต่อในเย็นถัดไป ไม่ชดเชยด้วยการขัดแรงขึ้นหรือนานขึ้นในวันรุ่งขึ้น เพราะคราบที่แข็งไปแล้วก็ไม่ได้หลุดด้วยการขัดแรงอยู่ดี
และถ้าเส้นสีเหลืองนั้นแข็งจนส้นเล็บขูดไม่เข้าแล้ว ผมก็ไม่คิดว่าแปรงจะแก้ได้ ตรงนั้นมันพ้นจากมือผมแล้ว ผมให้คนที่ตรวจดูได้จริงเป็นคนบอกว่าควรทำอะไรต่อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเดาเอง
เย็นนี้ก็เหมือนเดิม ผมวางแปรงกลับลงในแก้ว มีเสียงแก้วกระทบกระเบื้องเบา ๆ หมาพลิกตัวหงายท้องแล้วยืดขาหน้าออกเต็มที่ ราวกับบอกว่าคุยกันจบแล้วนะ