ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

อยู่คอนโด ต้องฝึกสุนัขรอหน้าประตู

การฝึกสุนัขให้รอหน้าประตูคอนโดต้องแยกออกจากการฝึกในบ้าน เพราะทางเดินและโถงลิฟต์เป็นสนามฝึกคนละสนาม มีกติกาของตัวเอง คือให้หมายืนอยู่ข้างเจ้าของ รอสั้น ๆ และเว้นระยะจากหมาตัวอื่นก่อน แล้วค่อย ๆ ลดระยะลงทีละนิด สิ่งที่ฝึกอยู่จริง ๆ ไม่ใช่คะแนนความเชื่อฟัง แต่คือการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านในพื้นที่แคบที่ทุกคนต้องใช้ด้วยกัน

ผมเลี้ยงหมาในคอนโดแถบชานเมือง ทางเดินยาว ลิฟต์สองตัว และในตึกเดียวกันมีหมาอาศัยอยู่หลายสิบตัว ตัวที่ผมเลี้ยงเป็นหมาจากข้างถนน ไม่ได้ผ่านโรงเรียนฝึกอะไรมาเลย ตอนแรกผมคิดว่าฝึกในห้องได้ก็พอ พอเปิดประตูออกไปข้างนอกทุกอย่างจะต่อกันเอง ความจริงคือไม่ต่อเลย คำว่า "รอ" ที่หมาเข้าใจในห้องมันผูกอยู่กับห้อง ไม่ได้ผูกอยู่กับคำพูด วันหนึ่งผมยืนหน้าลิฟต์พูดคำเดิมซ้ำ ๆ แล้วหมาก็เดินนำไปยืนรอปุ่มเองเรียบร้อย แล้วหันมามองผมเหมือนถามว่าไงต่อ

ประตูห้องคือด่านแรก ไม่ใช่ทางผ่าน

สิ่งที่ผมทำทุกวันคือจับสายจูงให้สั้นประมาณหนึ่งคอด มืออีกข้างวางบนลูกบิด เปิดแง้มไว้ ถ้าหน้าจมูกยื่นออกมาก่อน ผมปิดประตู แล้วยืนนิ่ง ไม่พูด ไม่ดุ นับสามวินาที เปิดใหม่ ทำแบบนี้จนกว่าประตูจะเปิดได้เต็มบานโดยที่หมายังอยู่ข้างขา

จุดสำคัญที่สุดคือการเดินจะเริ่มหลังจากหมาได้คำปล่อยและอยู่ข้างเราแล้วเท่านั้น ถ้าออกไปแล้วคือออกไปเลย ไม่ว่าวันนั้นจะได้เดินแค่ครึ่งทาง ไม่งั้นหมาจะเรียนรู้ว่าการพุ่งออกไปก่อนคือวิธีที่ได้เดิน ไม่ใช่การรอ

ผมพาไปยืนหน้าประตูวันละสามสี่รอบ รอบละไม่ถึงนาที ทำก่อนออกไปเดินจริง กับตอนกลับเข้าห้อง ตอนกลับนี่สำคัญไม่แพ้ตอนออก เพราะหมามักพุ่งเข้าห้องเองตอนเราไขกุญแจ กลิ่นในห้องคือรางวัลของมันอยู่แล้ว ผมเลยให้มันรอจนผมปิดประตู วางของ เช็ดเท้า แล้วค่อยปล่อย

กดลิฟต์ให้เป็นแบบฝึกหัด ไม่ใช่แค่ภาระ

จังหวะกดปุ่มคือจังหวะที่หมาเคลื่อนมากที่สุดในโถงลิฟต์ ตอนมือผมเอื้อมไปกด ปุ่ม สายตาผมไม่ได้อยู่ที่หมาเลย มันคือช่องว่างที่หมาใช้ขยับออกไปทุกครั้ง ผมเลยฝึกลับกัน คือให้หมายืนนิ่งตอนที่มือผมอยู่บนปุ่ม ถ้ามันก้าวออกจากตำแหน่ง มือผมกลับมาวางข้างตัว ยังไม่กด แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่

จำนวนวินาทีในโถงลิฟต์ผมเริ่มที่สามถึงห้าวินาทีก่อน เพราะตรงนั้นกลิ่นเยอะ เสียงลิฟต์ดัง แรงลมตอนประตูเปิดก็มา มีคนเดินผ่านตลอด การจะไปยืนรอนาน ๆ สองนาทีในที่แบบนี้ไม่ใช่เป้าหมายที่สมจริง มันได้แค่ทำให้หมาเครียดและเริ่มดึงสายจูง แล้วเราก็เลิกฝึกไปเลย

ผมพาไปฝึกช่วงเช้าก่อนเจ็ดโมงกับหลังสามทุ่ม เพราะเป็นช่วงที่โถงลิฟต์แทบไม่มีคน ถ้าเป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่คนออกไปทำงานพร้อมกัน ผมไม่นับเป็นการฝึก นับเป็นการเดินทางเฉย ๆ แล้วรีบให้จบ

ในลิฟต์ ยืนข้างเจ้าของ ไม่ใช่ยืนกลางประตู

ผมให้หมายืนข้างขาซ้าย หันหน้าไปทางเดียวกับผม ระยะสายจูงหย่อนพอล้น ไม่ตึง ไม่ให้มันไปยืนคร่อมร่องประตู เพราะคนที่เดินเข้าออกต้องก้าวผ่านตรงนั้น เป็นทั้งเรื่องมารยาทและเรื่องความปลอดภัยของตัวหมาเอง

ถ้าประตูเปิดแล้วมีคนยืนอยู่ในลิฟต์ ผมไม่บังคับให้หมาไปยืนเบียดใคร แค่ยืนติดขาผมไว้ ปลายจมูกไม่ยื่นออกไปสูดคนอื่นก็พอ ถ้าเปิดมาแล้วมีหมาอีกตัวยืนอยู่ข้างใน ผมถอยออกมากดรอรอบถัดไป ไม่ต้องมีอะไรต้องพิสูจน์ ณ จุดนั้น แล้วรางวัลที่ให้ตอนนั้นคือขนมชิ้นเล็ก ๆ ตอนที่มันยังยืนนิ่ง ไม่ใช่ตอนที่มันเพิ่งออกแรงดึง

ทางเดินคือที่ที่หมาตัวอื่นเดินผ่านทั้งวัน

ทางเดินคอนโดของผมเป็นจุดนัดพบโดยบังเอิญของหมาทั้งตึก ประตูฝั่งหนึ่งเปิด หมาตัวหนึ่งโผล่ออกมา อีกฝั่งหนึ่งปิด มีเสียงกรงเล็บเดินผ่าน สิ่งนี้เกิดทุกวันโดยไม่มีตาราง

ผมเลยฝึกเป็นระยะก่อน ไม่ใช่เข้าไปเผชิญหน้า เริ่มจากยืนปลายทางเดินอีกฝั่งหนึ่ง ห่างสักห้าเมตร ถ้าหมายังจ้องค้างตาไม่กะพริบ หายใจแรง หรือเริ่มลากสายจูง ระยะเท่านั้นไกลเกินไปสำหรับวันนั้น ผมถอยออกครึ่งก้าว ไม่ใช่ดึงหมากลับ วันที่มันยังยืนนิ่งได้ ยกมือขึ้นไถผมได้สักสามวินาที ผมขยับเข้าใกล้ได้อีกครึ่งเมตร ใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะยืนห่างกันแค่ช่วงแขนได้

ความผิดพลาดที่ผมเคยทำคือพยายามไปยืนเทียบหมาตัวอื่นตั้งแต่อาทิตย์แรก แล้วคิดว่าหมาของผมดื้อ ทั้งที่จริงคือผมตั้งระยะผิดเอง

คำปล่อยต้องเป็นคำเดียวกันทั้งในห้องและข้างนอก

ผมใช้คำเดียวตลอด คือคำว่า "รอ" ตอนยืนนิ่ง และคำปล่อยคือ "ไป" ไม่ว่าจะอยู่ในห้อง ในลิฟต์ หรือกลางโถง ถ้าที่บ้านใช้คำหนึ่งข้างนอกใช้อีกคำหนึ่ง หมาก็จะเก่งเฉพาะบริบทที่มันคุ้น และกลายเป็นหมาที่ "อยู่บ้านดี แต่ข้างนอกเป็นคนละตัว" ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นนิสัย ทั้งที่มันคือความไม่สม่ำเสมอของคำสั่งล้วน ๆ

รวมถึงคำปล่อยต้องหมายถึงปล่อยจริง ปล่อยแล้วออกไปเลย ไม่ใช่ปล่อยแล้วดึงกลับอีกสองวินาทีถัดมา ไม่งั้นคำปล่อยจะกลายเป็นคำสุ่ม

วันที่ทำไม่ได้

มีวันที่หมาไม่ไหวจริง ๆ วันที่มันเพิ่งเจอหมาตัวอื่นขู่ใส่ตอนเช้า วันที่ฝนตกแล้วพื้นโถงลิฟต์ลื่นและมีเสียงน้ำ วันที่มันท้องเสียและอยากออกไปข้างนอกสุด ๆ วันนั้นผมเลือกใช้บันได หรือรออีกสิบนาทีให้คนบางลง หรือถ้าหมาเล็กก็อุ้มผ่านโถงไปเลย

ผมไม่นับวันแบบนั้นเป็นความล้มเหลว และไม่บังคับให้จบครบขั้นตอน เพราะการฝึกที่ฝืนทำตอนหมาเหลือความอดทนศูนย์ คือการฝึกให้มันระเบิดแล้วเราก็ต้องเริ่มใหม่จากศูนย์

สิ่งที่ได้จริง ๆ ไม่ใช่หมาที่นั่งรอได้ห้านาที

ผมไม่เคยตั้งเป้าให้หมานั่งรอหน้าลิฟต์ได้นานเป็นนาที เพราะไม่เคยมีสถานการณ์จริงที่ต้องใช้ สิ่งที่ผมต้องการคือวันที่ประตูลิฟต์เปิดที่ชั้นแปด แล้วข้างในมีเพื่อนบ้านยืนอยู่กับถุงผัก หมาของผมยังติดอยู่กับขาข้างหนึ่งของผม ทุกคนก้าวออกมาได้ตามปกติ ไม่มีใครต้องถอย ไม่มีใครต้องเกร็ง แล้วเราก็เดินผ่านกันไปแบบที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

นั่นคือผลลัพธ์ที่ผมวัด ไม่ใช่ความเชื่อฟัง แต่คือความเงียบที่ทำให้คนอื่นในตึกใช้พื้นที่ร่วมกับเราได้โดยไม่ต้องคิดมาก และวันที่มันทำได้ ผมมักไม่ได้พูดอะไรกับมันเลย besides ให้ขนมหนึ่งชิ้นตอนที่มันยังยืนนิ่ง

คนหมาข้างถนน

ผู้เขียนบทความ

คนหมาข้างถนนคือเจ้าของและผู้ดูแลสุนัขที่ใช้ชีวิตในตรอกซอกซอยและบ้านแบบไทย พวกเขารู้จักอากาศร้อนชื้น เสียงจราจร ข้อจำกัดของพื้นที่ และการดูแลสุนัขอย่างพอดีตัวจากประสบการณ์ตรง

เกี่ยวกับเรา