ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ตอนเด็กวิ่งผ่านชาม สุนัขต้องอยู่นิ่ง

ตอนเด็กวิ่งผ่านชาม สุนัขต้องอยู่นิ่ง

ตอนเด็กวิ่งผ่านชาม สุนัขต้องอยู่นิ่ง

ทางออกที่ใช้ได้จริงเมื่อเด็กเล็ก หมาหนึ่งตัว และชามข้าวอยู่ในพื้นที่บ้านเดียวกัน คือฝึกให้หมาอยู่กับที่ก่อน แล้วปล่อยให้ชามค่อย ๆ ลงถึงพื้น ชามจะลงได้เฉพาะจังหวะที่หมาขยับตัวน้อยที่สุด ถ้าหมาเปลี่ยนท่า ชามยกกลับขึ้นทันที ความนิ่งจึงเป็นสิ่งที่ทำให้อาหารมาถึง ไม่ใช่การรอเปล่า ๆ และงานอีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่ฝั่งเด็ก ต้องซ้อมให้เด็กเดินผ่านโดยไม่แตะชาม ไม่แตะตัวหมา เพราะท่าอยู่กับที่จะพังทันทีเมื่อมีมือเด็กยื่นลงไปกลางจังหวะ

ผมเลี้ยงหมาในบ้านหลังเล็กที่ชั้นล่างเป็นพื้นที่เดียวหมด ครัวมุมหนึ่ง โต๊ะกินข้าวอีกมุม โถงทางเดินกว้างไม่ถึงสองเมตร พื้นตรงนั้นคือที่ที่ชามหมาอยู่ ที่ที่ของเล่นตก และที่ที่เด็กวัยหัดเดินวิ่งผ่านวันละหลายรอบ ตอนแรกผมคิดว่าปัญหาอยู่ที่ตัวหมา พอปูเสื่อผืนหนึ่งลงไปห่างจากโต๊ะกินข้าวราวสามก้าว ถึงเห็นว่าปัญหาจริง ๆ อยู่ที่จังหวะ ใครขยับตอนไหน แล้วชามลงตอนไหน

ชามลงได้ตอนที่หมาอยู่กับที่

ผมยืนถือชามไว้ระดับอก ไม่วางลงทั้งใบ ปล่อยลงทีละนิด ถ้าหมายังอยู่ท่าเดิมเท้าไม่ขยับ ชามก็ลงต่อ ถ้าเท้าเลื่อนแม้ก้าวเดียว ผมยกชามกลับขึ้นที่เดิม ไม่ดุ ไม่พูดอะไรมาก แค่ยกกลับ แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่

อาทิตย์แรกผมยกชามกลับขึ้นเกือบสิบห้ารอบกว่าจะถึงพื้น วันที่สามลดลงเหลือห้ารอบ วันที่หกชามแตะพื้นรอบแรก แล้วผมพูดคำปล่อยตัวให้หมากิน

สิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิดคือเสียง เสียงชามสแตนเลสแตะพื้นดังกริ๊กก่อนอาหารจะถึงปากหมา มันกลายเป็นสัญญาณที่หมาได้ยินก่อนรางวัลจริง ๆ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ผมพยักชามขึ้น หมาไม่ได้แค่เสียอาหารไปหนึ่งจังหวะ มันเสียเสียงนั้นไปด้วย นี่คือเหตุผลที่การยกชามกลับได้ผลกว่าเสียงดุ

หลังชามถึงพื้นแล้ว คำปล่อยตัวยังต้องมาก่อนปากหมา ไม่งั้นหมาก็แค่เรียนรู้ว่าจะได้กินเมื่อชามแตะพื้น ไม่ใช่เมื่อผมบอก

ฝั่งเด็ก เดินผ่าน ไม่ใช่เดินเข้าไปหา

ตรงนี้คือส่วนที่คนมักมองข้าม หมาพังไม่ใช่เพราะตัวหมาเอง มันพังเพราะมีมือเด็กยื่นลงไปกลางจังหวะที่หมาถูกขอให้ยืนนิ่ง

ผมซ้อมทางเดินให้เด็กก่อน กำหนดเส้นทางจากประตูหลังไปโต๊ะกินข้าว ให้เดินชิดผนังด้านหนึ่ง ไม่ตัดผ่านกลางห้อง ไม่หยุดกลางทาง ให้มือถือแก้วน้ำของตัวเองไว้ เพราะมือที่ว่างจะอยากแตะ

ซ้อมตอนชามยังว่าง ซ้อมตอนหมาไม่ได้อยู่ตรงนั้น แล้วค่อยซ้อมตอนหมานั่งบนเสื่อโดยมีชามวางอยู่เต็ม

ครั้งแรก ๆ เด็กจะลืมเกือบทุกรอบ ผมไม่ดุเด็ก แต่พากลับไปเริ่มที่ประตูใหม่ ทำแบบนี้ทั้งรอบ ผ่านได้ก็จบ ไม่ต้องย้ำอะไรให้ยาว

จำไว้ว่ารอบหนึ่งไม่ควรเกินห้าหรือหกครั้ง หมากับเด็กเล็กมีความอดทนเท่ากันคร่าว ๆ ถ้ายืดเป็นสิบนาที จะมีสักจังหวะที่เด็กวิ่งขึ้นมา และจังหวะนั้นคือจังหวะที่ท่าอยู่กับที่ของหมาพัง

เสื่อสามก้าวจากโต๊ะ

ก่อนปูเสื่อ ผมพยายามให้หมานั่งห่างจากชาม ซึ่งไม่มีความหมายเลย เพราะห่างของผมกับห่างของหมาไม่เท่ากัน

พอมีเสื่อผืนหนึ่งปูไว้ห่างจากโต๊ะประมาณสามก้าว หมามีที่ให้อยู่ที่เดิม ไม่ต้องยืนล้อมชาม

กติกาที่ผมใช้คือ ชามถูกส่งไปที่เสื่อ ไม่ใช่หมาไปหาชามที่ครัว หมาไม่ต้องเดินไปไหน อยู่ที่เสื่อแล้วรอ อาหารจะมาถึงเอง ข้อนี้ต่างจากที่หลายคนทำ คือวางชามแล้วเรียกหมาให้มานั่งกิน การทำแบบนั้นคือสอนให้หมาเดินเข้าไปหาชาม ซึ่งไม่ใช่ท่าที่ปลอดภัยที่สุดในวันที่เด็กเล็กวิ่งอยู่แถวนั้น

ของเล่นใช้จังหวะเดียวกัน

ของเล่นผมไม่แยกเป็นบทเรียนต่างหาก ผมใช้กติกาเดียวกับชาม คือของเล่นจะขยับได้ตอนหมาอยู่กับที่

ตอนเริ่ม ผมถือของเล่นไว้ระดับเข่า ถ้าหมายังอยู่กับที่ ผมกลิ้งของเล่นลงพื้น ถ้าหมาก้าวขึ้นมา ผมหยุดมือ ของเล่นหยุดนิ่งทันที ไม่ดึงหนี ไม่ชักกลับ แค่หยุด

ท่าหยุดนิ่งตรงนั้นเองที่กลายเป็นสัญญาณให้หมาถอยกลับไปที่เสื่อ แล้วพอหมากลับไปอยู่ที่เดิม ของเล่นขยับต่อ

เวลาเล่นตอนเด็กอยู่ด้วย ผมย่อรอบลงมาก แต่ละรอบสั้นมาก สองสามวินาที ของเล่นขยับหนึ่งสองครั้งแล้วจบ แล้วค่อยเริ่มใหม่ เพราะของเล่นกับเด็กเล็กอยู่ในพื้นเดียวกันได้ไม่นาน

ถ้าหมาเกร็ง หยุด แล้วเลื่อนเวลามื้อ

ผมดูไม่ใช่ว่าหมากินช้าแค่ไหน ผมดูว่าตอนชามกำลังลง เท้าขยับหรือไม่ ตามองชามหรือมองมือผม ตัวเกร็งค้างไหม ถอยออกให้ชามลงหรือไม่

ถ้าเห็นตัวเกร็งค้าง ไม่ยอมถอย มองชามอย่างเดียวไม่มองมือผม ผมไม่ฝืนต่อ ผมเก็บชามขึ้น แล้วให้มื้อนั้นกินในครัวปิดประตู หรือเลื่อนไปกินตอนเด็กเข้านอนแล้ว

ผมทำแบบนี้โดยไม่ต้องเรียกมันว่าอะไร ไม่ต้องวิเคราะห์ ไม่ต้องเดาว่าครั้งหน้าจะเป็นยังไง การเลื่อนมื้อไม่ใช่การยอมแพ้ มันคือการเลือกว่าวันนี้จะไม่ท้าจังหวะที่ผมควบคุมไม่ได้

มีข้อเสียที่ต้องยอมรับ วันที่แยกมื้อ หมาได้อยู่กับคนน้อยลง และเด็กก็ไม่ได้ฝึก วันที่ทำแบบนี้ติดกันสองวัน เด็กจะเริ่มลืมเส้นทางและต้องซ้อมใหม่

อีกเรื่องที่ผมยอมรับว่าทำไม่ได้ คือวันไหนบ้านแยกพื้นที่ไม่ได้จริง ๆ หรือเด็กป่วยงอแง ผมจะไม่ซ้อมเลย มื้อนั้นเลื่อนเวลาไปเลย ทำแบบนี้ดีกว่าฝืนทำแล้วพลาด

สิ่งที่ค่อย ๆ เห็นหลังหลายสัปดาห์

ไม่ใช่วันเดียว ไม่ใช่สัปดาห์เดียว และวันที่ผมเหนื่อยจนข้ามพิธีกรรมไปหนึ่งมื้อ วันรุ่งขึ้นหมาก็จะลองเชิง คือยืนขึ้นตอนชามลงช้ากว่าปกติเล็กน้อย ผมก็ทำเหมือนเดิม ยกชามกลับ แล้วทุกอย่างก็กลับเข้าที่

สิ่งที่ไม่ค่อยมีคนพูดคือ ครึ่งหนึ่งของงานนี้อยู่ที่มือของคน ไม่ใช่ที่ตัวหมา จังหวะที่ผมปล่อยชามลงช้าเกินไป เร็วเกินไป หรือลงทั้งที่ไม่ได้ดูเท้าหมา ถ้าจับจุดนั้นได้ วันที่เด็กวิ่งผ่านชามจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องลุ้นอีก มันจะกลายเป็นเสียงชามแตะพื้นหนึ่งครั้ง เท้าหมาที่ไม่ขยับ และเด็กที่เดินชิดผนังไปนั่งกินข้าวของตัวเอง

คนหมาข้างถนนคือเจ้าของและผู้ดูแลสุนัขที่ใช้ชีวิตในตรอกซอกซอยและบ้านแบบไทย พวกเขารู้จักอากาศร้อนชื้น เสียงจราจร ข้อจำกัดของพื้นที่ และการดูแลสุนัขอย่างพอดีตัวจากประสบการณ์ตรง