ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

พาลูกสุนัขเข้าห้องตรวจครั้งแรกทำไงดี

พาลูกสุนัขเข้าห้องตรวจครั้งแรกให้ได้ข้อมูลกลับบ้าน ให้พาไปในกรงหรือกระเป๋าที่ปิดได้มิดชิด วางไว้บนตักหรือบนเก้าอี้ข้างตัวตลอดเวลาที่นั่งรอ ไม่ปล่อยให้กรงแตะพื้น เตรียมหลักฐานเท่าที่มีเรื่องวัคซีนและยาถ่ายพยาธิเดิม อายุโดยประมาณ และที่มาของหมาไปด้วย จากนั้นถามกลับสี่ข้อคือ วันนี้ทำอะไรให้บ้าง ทำไมถึงเลือกแบบนี้กับหมาตัวนี้ กลับบ้านต้องเฝ้าดูอะไร และนัดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ ปิดท้ายด้วยการขอให้คลินิกเขียนทุกอย่างลงกระดาษติดมือกลับมา ถ้าครบสี่อย่างนี้ การไปครั้งแรกจะไม่จบแบบจำอะไรไม่ได้เลย

พาลูกสุนัขเข้าห้องตรวจครั้งแรกทำไงดี

ผมผ่านการยืนรอในห้องตรวจมาแล้วหลายรอบ ตั้งแต่หมาจากญาติแถวบ้าน ไปจนถึงตัวที่เก็บมาจากปากซอยตอนฝนตก สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ การไปหาหมอนั้นมีสองแบบ แบบแรกคือไปแล้วกลับบ้านได้แค่คำว่า "ปกติดี" กับความรู้สึกโล่งใจ แบบที่สองคือไปแล้วกลับบ้านได้ข้อมูลที่เอาไปใช้ต่อได้อีกเป็นปี ต่างกันที่การเตรียมตัวตอนเช้านั้นเอง ไม่ใช่ที่คลินิก

ก่อนออกจากบ้าน เก็บของให้ครบก่อนจับหมาใส่กรง

คนส่วนใหญ่ลืมของตอนที่หมาร้อง แทนที่จะลืมตอนที่ยังไม่เริ่ม ผมเลยจัดของก่อน แล้วค่อยไปอุ้มหมา วิธีนี้ตัดความวุ่นวายออกไปครึ่งหนึ่ง

สิ่งที่ต้องมีจริง ๆ คือหลักฐานเท่าที่มี ถ้ามีสมุดวัคซีนเล่มเดิมก็หยิบไป ถ้าไม่มีเลยก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะหมาไทยจำนวนมากไม่มีสมุด ผมเคยได้หมามาพร้อมแค่ข้อความในไลน์จากคนให้ ที่บอกว่า "ฉีดมาแล้วครั้งนึง" ประโยคนี้มีค่า อย่าทิ้ง ถ่ายรูปแชทนั้นเก็บไว้ หรือพิมพ์ออกมาก็ได้

ที่สำคัญพอ ๆ กันคืออายุโดยประมาณและที่มา สองอย่างนี้เจ้าของมักตอบไม่ได้เพราะคิดว่าไม่สำคัญ พอสัตวแพทย์ถามว่าได้หมามาเมื่อไหร่ ก็จะตอบว่า "ก็สักพักแล้ว" ซึ่งใช้ประโยชน์ไม่ได้ ผมแนะนำให้คิดไว้ก่อนออกจากบ้านว่า ได้หมามาวันไหน เดือนไหน อยู่กับแม่หมอหรือถูกพรากมาก่อน แล้วหมาเคยอยู่กับหมาตัวอื่นไหม เคยอยู่กับคนเยอะไหม กินอะไรมาบ้าง

ถ้าไม่มีอะไรเลยจริง ๆ ก็บอกไปตรง ๆ ว่าไม่มี อย่าแต่งขึ้นมา เพราะข้อมูลเท็จจะพาการตัดสินใจทั้งวันไปผิดทาง ของที่ผมใส่กระเป๋าไปด้วยเสมอคือผ้าขนหนูเก่าผืนหนึ่ง ทิชชู่เปียก ถุงขยะเล็ก ๆ และน้ำจืดหนึ่งขวด กรงหรือกระเป๋าหมาที่ซิปได้ และปลอกคอที่เขียนเบอร์โทรของผมไว้ ถ้าหมากลัวมากจนตัวสั่น ผ้าขนหนูผืนนั้นใช้คลุมครึ่งกรงได้

กรงหรือกระเป๋า ไม่ใช่เรื่องความสะดวก แต่เป็นกำแพง

หลายคนคิดว่ากรงมีไว้กันหมาเราหนี อันนั้นคือหน้าที่รอง หน้าที่จริงของมันคือกั้นระหว่างหมาเรา กับหมาที่เราไม่รู้อะไรเลยสักตัวในห้องรอ

ผมนั่งรอในห้องรอมาเยอะ หมาตัวที่ไออยู่มุมนั้น ตัวที่เกาจนขนร่วง ตัวที่เดินกะเผลก เจ้าของก็ไม่ได้ตั้งใจพาโรคมา แค่พาหมามาเหมือนเรา แต่ไม่มีใครรู้ว่าตัวไหนมีอะไร และหมาเราก็ยังเล็กจนภูมิคุ้มกันยังไม่พร้อมเจอใคร

กรงปิดจึงทำงานสองชั้น ชั้นแรกคือกั้นทางกาย ชั้นที่สองคือกั้นทางสายตา หมาที่ไม่เห็นหมาตัวอื่นจะไม่เห่า ไม่ลาก ไม่พยายามวิ่งไปหา และที่ผมสังเกตได้ชัดคือ เจ้าของเองก็ใจเย็นลงด้วย เมื่อไม่ต้องคอยดึงสายจูง

เรื่องที่คนมักทำผิดคือวางกรงลงกับพื้น แล้วปล่อยให้หมาในกรงดมพื้นนั้น พื้นห้องรอเป็นที่ที่หมาทุกตัวเดินผ่าน มีทั้งน้ำลาย หยดน้ำ และบางทีก็มากกว่านั้น ให้ยกกรงวางบนตักหรือบนเก้าอี้ข้างตัว ถ้าเป็นกระเป๋าผ้าให้ใช้มือประคองไว้ข้างลำตัว อย่าเปิดซิปให้คนอื่นล้วง เพราะคนที่เข้ามาขอดูหมาไม่ได้ตั้งใจร้าย แต่เขาก็ไม่ได้ล้างมือก่อน

ถ้าหมาใหญ่ขึ้นจนอุ้มไม่ไหวแล้ว หรือเป็นหมาที่เครียดกรงมากจนร้องตลอดทาง ก็ต้องยอมรับว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลกับทุกตัว บางตัวใช้สายจูงสั้น ๆ แล้วนั่งชิดมุมไกลสุดของห้องรอดีกว่า ตรงนี้ขึ้นกับตัวหมา ไม่มีสูตรเดียว

ในห้องรอ อ่านสถานการณ์ก่อนนั่งลง

ผมยืนมองห้องรอก่อนสักสิบวินาที ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะตำแหน่งที่นั่งกำหนดว่าหมาเราจะเจออะไร

มองหาสามอย่าง หมาไอ หมาเดินกะเผลก และหมาเด็กที่ยังไม่โต สามอย่างนี้คือสิ่งที่ผมเลี่ยงให้ไกลที่สุด แล้วเลือกนั่งมุมที่ห่างจากทางเดินหลัก ไม่นั่งตรงประตูที่ทุกคนต้องเดินผ่าน ไม่อยากให้หมาเราอยู่ในจุดที่คนจูงหมาเดินสวนตลอดเวลา

ถ้ามีคนจูงหมาพันธุ์เดียวกันเดินเข้ามา คนส่วนใหญ่จะดีใจแล้วบอกว่าให้เล่นกันหน่อย อย่าเพิ่ง ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งของการเข้าสังคม วันนี้เป็นวันที่เรามาเก็บข้อมูล ไม่ใช่พาหมาไปหาเพื่อน

ถ้าหมาร้อง ให้คลุมครึ่งกรงด้วยผ้าบาง ๆ ไม่ต้องดุ และไม่ต้องขอโทษใครมาก ห้องรอของคลินิกสัตว์คือห้องที่มีหมาร้องเป็นปกติ ทุกคนที่นั่นเข้าใจ แต่ถ้ารู้ตัวว่าหมาเราร้องเก่ง ให้เลือกเวลาที่คนน้อย เช่นเช้าตรู่ หรือช่วงต้นบ่ายหลังคนกินข้าว ซึ่งเป็นช่วงที่ห้องรอมักว่างกว่าที่คิด

ตอนที่สัตวแพทย์ตรวจ ทำไมเขาถามเรื่องอึกับเรื่องอาหาร

นาทีที่หมาเข้าห้องตรวจ สิ่งแรกที่สัตวแพทย์มักทำไม่ใช่การฉีดอะไร แต่เป็นการดูสภาพทั่วไปของหมาก่อน ดูอายุ ดูฟัน ดูหู ดูผิว ดูท้อง ดูการเดิน ดูน้ำหนัก นี่คือการสร้างภาพรวมก่อนตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น

แล้วเขาจะถามเรื่องที่คนมักคิดว่าไม่เกี่ยว นั่นคือ กินอะไร อึเป็นยังไง อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร นอนตรงไหน มีเห็บหมัดไหม

เหตุผลที่เขาไม่ถามตรง ๆ ว่า "จะทำอะไรต่อ" คือการตัดสินใจทุกอย่างกับหมาตัวหนึ่ง ขึ้นอยู่กับสามอย่างนี้จริง ๆ หมาแต่ละตัวที่สภาพภายนอกดูเหมือนกัน อาจไม่ควรได้อะไรเหมือนกันเลย เพราะประวัติต่างกัน

ฉะนั้นสิ่งที่ผมทำคือเตรียมคำตอบสั้น ๆ สี่ข้อไว้ก่อนไป กินอะไร (ยี่ห้อหรืออาหารที่ให้ ไม่ต้องตวง) อึเป็นยังไง (สี เนื้อ นุ่มหรือแข็ง) อยู่ตรงไหน (ในบ้าน ในกรง กลางแจ้ง) และเคยเจอหมาอื่นไหม ถ้าตอบได้แบบนี้ การคุยจะเร็วขึ้นมาก และบางทีผมก็ถ่ายรูปอึหมาเก็บไว้ในมือถือหนึ่งรูป ใช้เปิดให้ดูเลย ตรงไปตรงมากว่าอธิบายเป็นคำ

สี่คำถามที่ต้องถามกลับ

นี่คือส่วนที่คนมักลืมมากที่สุด พอสัตวแพทย์พูดจบ คนส่วนใหญ่พยักหน้าแล้วเดินออก เพราะเกรงใจ หรือเพราะฟังไม่ทัน แต่คำถามสี่ข้อนี้ผมถามทุกครั้ง และไม่เคยรู้สึกว่าเสียเวลาเลย

ข้อแรก วันนี้ทำอะไรให้บ้าง ให้เขาพูดชื่อสิ่งที่ทำ ไม่ใช่พูดว่า "ฉีดยาแล้ว" คำถามนี้ทำให้เราเข้าใจว่าแต่ละอย่างมีเหตุผลของมัน ไม่ใช่ขั้นตอนที่ต้องผ่านไป

ข้อสอง ทำไมถึงเลือกแบบนี้กับหมาตัวนี้ คำถามนี้เปิดโอกาสให้เจ้าของเล่ารายละเอียดที่ลืมบอก เช่นเพิ่งได้หมามาไม่กี่วัน หมาเคยป่วย หรือบ้านมีหมาแก่ที่ยังไม่ฉีดอะไรเลย

ข้อสาม กลับบ้านแล้วต้องเฝ้าดูอะไร อันนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะหลายอย่างที่ควรรู้จะโผล่มาเวลานี้ เช่น ห้ามทำอะไร ห้ามให้กินอะไร ให้พักแค่ไหน ถ้าคืนนี้หมาไม่สบายควรโทรไปที่ไหน และถ้าคลินิกปิดตอนกลางคืน ให้ถามเลยว่าให้ไปที่ไหน

ข้อสี่ นัดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ และครั้งหน้าต้องเตรียมอะไรมาบ้าง

ก่อนเดินออกจากประตู ขอให้เขาจดให้

กระดาษแผ่นหนึ่งที่คลินิกเขียนให้ มักมีค่ามากกว่าความจำของเราในอีกหกเดือนข้างหน้า

ผมขอให้เขียนห้าอย่าง วันที่มาวันนี้ น้ำหนักหมา สิ่งที่ทำไปทั้งหมด ชื่อสิ่งที่ให้และวิธีใช้ และวันนัดครั้งหน้า พอได้มาแล้วถ่ายรูปเก็บไว้ในมือถือทันที ก่อนจะเอาใบจริงใส่ซอง แล้วส่งต่อให้คนที่บ้าน

เหตุผลไม่ใช่เพราะขี้ลืม แต่เพราะชีวิตเปลี่ยนได้ อยู่ ๆ บ้านก็ย้าย ต้องเปลี่ยนที่ดูแลหมาใกล้ที่ใหม่ หรือมีคนในบ้านพาไปแทน แล้วข้อมูลชุดนี้คือสิ่งเดียวที่พาไปต่อได้ ถ้าไม่มี อีกคลินิกหนึ่งจะเริ่มจากศูนย์ และหมาก็จะเสียประโยชน์ตรงนั้น

กลับบ้านแล้ว

วันแรกที่กลับมาถึงบ้าน ผมให้หมานอนที่เดิม เงียบ ๆ ไม่พาไปเจอหมาข้างบ้าน ไม่พาไปเล่นแรง ๆ และไม่ทำอะไรที่สัตวแพทย์ยังไม่ได้บอกว่าทำได้ ถามตอนนั้นเลยว่ากลับบ้านแล้วมีอะไรที่ต้องเลี่ยงบ้าง ดีกว่าเดาเองทีหลัง

วันนั้นทั้งวันผมจะเฝ้าดูตามที่คุยกันไว้ ถ้าอะไรไม่เหมือนเดิม โทรไปถามคลินิกตามที่ตกลงไว้ ไม่ต้องรอให้ครบวันและไม่ต้องวินิจฉัยเอง เพราะหน้าที่ตรงนั้นไม่ใช่ของเรา

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พิธีกรรม แค่ทำให้การไปหาหมอหนึ่งครั้งกลายเป็นการเก็บข้อมูลหนึ่งชุด และข้อมูลชุดนั้นจะติดตัวหมาไปตลอดชีวิตที่เหลือของมัน

คนหมาข้างถนน

ผู้เขียนบทความ

คนหมาข้างถนนคือเจ้าของและผู้ดูแลสุนัขที่ใช้ชีวิตในตรอกซอกซอยและบ้านแบบไทย พวกเขารู้จักอากาศร้อนชื้น เสียงจราจร ข้อจำกัดของพื้นที่ และการดูแลสุนัขอย่างพอดีตัวจากประสบการณ์ตรง

เกี่ยวกับเรา