วัคซีนลูกสุนัขจบในครั้งเดียวไม่ได้ เพราะภูมิคุ้มกันที่ลูกหมาได้รับจากน้ำนมเหลืองของแม่จะคอยกีดขวางการตอบสนองต่อวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในช่วงแรก และปริมาณภูมิที่ตกทอดมาไม่เท่ากันในลูกหมาแต่ละตัว สัตวแพทย์จึงต้องฉีดซ้ำเพื่อให้มีอย่างน้อยหนึ่งครั้งที่ร่างกายของลูกหมาได้ตอบสนองจริง อีกครึ่งของงานอยู่ที่เจ้าของ ต้องเข้าใจว่ากำลังฉีดอะไร ป้องกันอะไร และเก็บหลักฐานการฉีดให้ครบ เพราะถ้าเจ้าของอธิบายกลับไม่ได้ การฉีดก็ยังไม่จบ
ผมจำเก้าอี้พลาสติกในห้องรอคลินิกแถวบ้านได้ดี มันร้อนติดก้น กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยปนกับกลิ่นหมาเปียกจากผ้าขนหนูในตะกร้าที่วางอยู่บนตักผม ลูกหมาในตะกร้าดิ้นจนผ้าหลุด ตอนนั้นผมสนใจอยู่เรื่องเดียวคืออีกนานไหมกว่าจะครบ หมอพูดเร็วมาก เร็วจนผมพูดตามได้แค่คำว่า ครับ แล้วก็พยักหน้า
ขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านผ่านปากซอยที่น้ำยังขังอยู่ ผมถึงรู้ตัวว่าตอบไม่ได้ว่าที่เพิ่งจ่ายเงินไปเมื่อกี้มันป้องกันอะไร ผมรู้แค่ว่า "ฉีดวัคซีน" ซึ่งแปลว่าอะไรก็ไม่รู้
เข็มแรกไม่ได้ล้มเหลว มันแค่มายืนผิดจังหวะ
คืนนั้นผมนั่งคิดจนเข้าใจความจริงข้อหนึ่ง วัคซีนไม่ได้ไปฆ่าเชื้อในตัวหมา มันเอาตัวเชื้อที่ทำให้อ่อนแรงหรือทำให้ตายแล้วใส่เข้าไป ให้ระบบภูมิคุ้มกันได้ลองจัดการก่อนของจริงจะมา ถ้าฝึกจนจดจำได้ วันหนึ่งที่มีเชื้อจริงเข้ามา ร่างกายก็รู้ว่าต้องทำอะไรเร็วพอที่จะไม่ล้มทั้งตัว
ปัญหาคือลูกหมาไม่ได้เริ่มจากกระดาษเปล่า มันดื่มนมเหลืองของแม่ไปแล้ว ได้แอนติบอดีก้อนหนึ่งติดตัวมา ภูมินั้นจำเป็นมากในช่วงที่ตัวยังเล็ก แต่พอวัคซีนเข้าไป แอนติบอดีที่ยังเหลืออยู่ก็จัดการกับเชื้อในวัคซีนก่อนที่ระบบของลูกหมาจะได้เรียนรู้ จบเรื่อง ไม่เกิดการจดจำ
และภูมิที่ติดมาจากแม่มันไม่เท่ากัน ครอกหนึ่งกับอีกครอกก็ไม่เท่ากัน แม้แต่ในครอกเดียวกันแต่ละตัวก็ยังไม่เท่ากัน ขึ้นกับว่าแม่มีภูมิมากแค่ไหนและลูกดูดนมเหลืองได้มากน้อยแค่ไหน แล้วมันก็ค่อยๆ ลดลงในจังหวะที่เรามองจากข้างนอกไม่เห็น การฉีดซ้ำจึงไม่ใช่การซ่อมของที่พัง แต่คือการยิงหลายจังหวะเพื่อให้มีอย่างน้อยหนึ่งจังหวะที่ประตูเปิดพอดี
พอเข้าใจตรงนี้ ผมเลิกคิดว่าการต้องกลับมาฉีดซ้ำคือการยอมรับว่าครั้งแรกใช้ไม่ได้
ของที่ฉีดให้ทุกตัว กับของที่เลือกตามชีวิตจริงของหมา
ชื่อโรคที่คนไทยพูดถึงกันบ่อยในลูกหมา เช่น ไข้หัดสุนัข พาร์โวไวรัส ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซิส และพิษสุนัขบ้า เหตุผลที่มันอยู่ในลิสต์ไม่ใช่เพราะชื่อมันฟังน่ากลัว แต่เพราะมันยังหมุนเวียนอยู่ในที่ที่หมาเราเดินผ่านจริง ไม่ว่าจะเป็นพื้นดินเปียกแฉะ หนูที่วิ่งผ่านกองขยะหน้าpากซอย หรือสุนัขตัวอื่นที่เดินผ่านรั้วบ้านทุกเช้า
กลุ่มที่แทบทุกตัวควรได้คือกลุ่มที่โรคนั้นแพร่กว้างหรือรุนแรงจนไม่คุ้มที่จะเสี่ยง อีกกลุ่มหนึ่งขึ้นกับว่าหมาตัวนี้ใช้ชีวิตแบบไหน มีน้ำขังใกล้บ้านไหม มีหนูมากไหม หมาในซอยเดินมาที่ประตูรั้วหรือเปล่า จะพาไปไร่ไปสวนหรือไม่ ผม found ว่าตัวเลือกพวกนี้ตัดสินจากคำตอบของผม ไม่ใช่จากตำราเล่มไหน
ตรงนี้คือจุดที่ผมอยากฝากไว้ ถ้าผมตอบหมอว่า "แถวบ้านไม่มีน้ำขัง" ทั้งที่ความจริงหน้าซอยน้ำท่วมขังครึ่งปี ผมไม่ได้โกหกหมอ ผมโกงหมาของตัวเอง
สามคำถามที่ผมต้องตอบให้ได้ก่อนหมอฉีด
ผ่านไปหลายตัว ผมเหลือคำถามประจำอยู่ไม่กี่ข้อ และมันช่วยผมได้ทุกครั้ง
- เข็มนี้ป้องกันอะไร เอาภาษาคนพูด ไม่ใช่ชื่อโรคยาวๆ ที่ผมท่องไม่ทัน
- ทำไมถึงแนะนำสำหรับหมาตัวนี้ ไม่ใช่ตัวอื่น
- หลังจากนี้ต้องทำอะไรต่อ ต้องกลับมาเมื่อไหร่ และผมต้องเตรียมอะไร
บางครั้งผมถามเพิ่มอีกข้อ คือถ้ายังไม่ฉีดตอนนี้จะเป็นอย่างไร คำตอบของข้อนี้ทำให้ผมเห็นว่าหมอชั่งน้ำหนักอะไรอยู่ ไม่ใช่แค่ทำตามตาราง
และถ้าคำตอบที่ได้ฟังไม่รู้เรื่อง ผมถามซ้ำ ไม่ต้องเกรงใจ เพราะครั้งแรกของผมคือการพยักหน้าแล้วกลับบ้านมาเกือบว่างเปล่า
สมุดเล่มเล็กที่ทำหน้าที่แทนความจำผม
ในตะกร้าใบเดิมมีสมุดเล่มหนึ่ง ปกนิ่มเพราะโดนมือหยิบบ่อย ข้างในมีช่องให้เขียนวันที่ ชื่อวัคซีน และลายมือหมอที่ผมอ่านไม่ค่อยออก ผมไม่ได้เก็บมันเพราะมันสวย แต่เพราะมันคือหลักฐานชิ้นเดียวที่กันไม่ให้ผมต้องเดา
ผมถ่ายรูปหน้าล่าสุดเก็บไว้ในมือถือ เผื่อสมุดหาย และใส่ซองกันน้ำ เพราะฝนเมืองไทยไม่รอใคร เวลาต้องย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนคลินิก สิ่งแรกที่ผมยื่นให้เคาน์เตอร์คือเล่มนี้ ไม่ใช่คำอธิบายยาวๆ ของผม คนใหม่เปิดดูแล้วรู้เรื่องในไม่กี่วินาที งานก็เดินต่อได้โดยไม่ต้องเถียงกันว่าเคยฉีดอะไรไปแล้วบ้าง
ถ้าไม่มีเล่มนี้ ผมคงต้องตอบว่า "จำได้ว่าฉีดมาแล้วหลายเข็ม" ซึ่งเป็นคำตอบที่ไม่มีประโยชน์กับใครเลย
วันที่หมอไม่ฉีดให้
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อุ้มหมาไปถึงคลินิกแล้วหมอตรวจเสร็จกลับบอกว่า วันนี้ยังไม่ฉีด ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเสียเที่ยว อุตส่าห์ลา work มาครึ่งวัน
พอผ่านไปนานๆ ถึงเข้าใจว่านั่นคือความระวัง ไม่ใช่การปฏิเสธ ถ้าร่างกายลูกหมายังไม่ปกติ การฉีดอาจไม่ได้ผลอย่างที่ควร แล้วเราจะไม่รู้เลยว่าที่ฉีดไปนั้นนับหรือไม่นับ วันที่หมอเลือกจะรอ คือวันที่หมอยอมเสียเวลาเพื่อให้แน่ใจว่าทุกเข็มที่เสียไปมีค่าจริง
สิ่งที่ผมควรทำในวันแบบนั้นไม่ใช่การเถียง แต่คือการถามว่าต้องรออะไร ต้องดูแลอย่างไร และเมื่อไหร่ควรพากลับมาอีกครั้ง
แล้วอะไรคือสัญญาณว่าจบ
ทุกวันนี้ผมวัดว่าเรื่องวัคซีนของหมาจากันหรือยัง ด้วยการถามตัวเองข้อเดียว ถ้ามีคนถามขึ้นมากลางวงข้าว ผมตอบได้ไหมโดยไม่ต้องเปิดเล่ม ว่าตัวนี้ป้องกันอะไรไปแล้ว อะไรยังค้าง และทำไมหมอถึงเลือกแบบนี้ให้ตัวนี้
ถ้าตอบได้ เรื่องนี้ก็จบ ถ้าตอบไม่ได้ ก็ยังไม่จบ ต่อให้หน้าสมุดจะเต็มไปด้วยสติกเกอร์แล้วก็ตาม