ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ปรับพฤติกรรมสุนัขก่อนทารกคลอด

ปรับพฤติกรรมสุนัขก่อนทารกคลอด

การปรับพฤติกรรมสุนัขก่อนทารกคลอดให้ได้ผลจริงต้องเริ่มนับถอยหลังตั้งแต่วันที่รู้ว่าตั้งครรภ์ ไม่ใช่รอถึงสัปดาห์สุดท้าย เพราะสิ่งที่ทำให้หมาเครียดและหวงไม่ใช่ตัวทารก แต่คือการที่กิจวัตรทั้งวันของมันถูกพลิกพร้อมกันในคืนเดียว งานหลักมีสามก้อน ปรับเวลาเดินและเวลาให้อาหารทีละนิดล่วงหน้าอย่างน้อยสองถึงสามเดือน ให้หมาคุ้นกลิ่นและคุ้นเสียงที่เกี่ยวกับทารกก่อนกลับบ้าน และสร้างพื้นที่ปลอดภัยของหมาไว้ล่วงหน้าจนกลายเป็นที่ที่มันไปเองได้โดยไม่มีใครต้องสั่ง

ผมเลี้ยงหมาในบ้านแถวชานเมือง ประตูรั้วกับบันไดบ้านห่างกันไม่ถึงสิบก้าว หมาเลยได้ยินทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่รถมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดหน้าซอย มันอ่านความเปลี่ยนแปลงได้ไวมาก ถ้าถามว่าอะไรคือของจริงของการเตรียมหมาก่อนมีลูก ผมจะตอบว่ามันไม่ใช่การซื้อของหรือจัดมุมบ้าน แต่มันคือการทำให้กิจวัตรของหมาไม่ถูกตัดพร้อมกันทั้งหมดในวันเดียว

หมาไม่ได้หึงที่ตัวทารก แต่มันหึงที่เวลาของมันหายไป

หมาอ่านโลกด้วยลำดับของสิ่งที่จะเกิดขึ้น เดินกี่โมง กินกี่โมง ใครกลับบ้านกี่โมง ใครนั่งเล่นด้วยตรงไหน พอทารกกลับบ้าน ทุกอย่างในลำดับนั้นถูกเลื่อนหรือตัดทิ้งในเวลาเดียวกัน อาหารมื้อเย็นช้าลง เดินสั้นลง เสียงในบ้านเปลี่ยนไป และคนที่เคยลูบหัวตอนดูทีวีก็มือไม่ว่าง

ตัวทารกเองไม่ได้อยู่ในสมการนั้นเลย มันเป็นแค่สิ่งที่โผล่มาในบ้านวันเดียวกับที่ทุกอย่างพังทลายลง

เพราะฉะนั้นวิธีคิดที่ผมใช้คือทำให้ "ช่องว่าง" ตอนทารกมาถึงมันแคบลง ไม่ใช่พยายามให้หมารักเด็ก แต่ยกระดับเวลาที่ให้หมาไว้ก่อนล่วงหน้า แล้วตอนคลอดค่อยปล่อยให้ลดลงมาอยู่ในระดับเดิม มันจะไม่รู้สึกว่าถูกตัด

สามเดือนก่อนคลอด: ขยับก่อนที่ทุกอย่างจะถูกขยับเอง

เริ่มจากเวลาเดิน หมาตัวหนึ่งที่เดินเจ็ดโมงเช้าทุกวัน ถ้าเปลี่ยนไปแปดโมงในเที่ยงคืนวันเดียวที่ทารกกลับบ้าน มันจะรู้สึก แต่ถ้าขยับครั้งละสิบห้านาที สัปดาห์ละครั้ง สองเดือนผ่านไปมันจะยืนรอที่ประตูสายขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว

เวลาให้อาหารก็เหมือนกัน ยิ่งถ้าบ้านไหนให้อาหารตามใจคือหมาขอก็ให้ อันนี้ต้องเข้มขึ้นก่อนคลอด ไม่ใช่เพราะทารกจะมาแย่งอาหาร แต่เพราะหลังคลอดคนในบ้านจะไม่มีแรงปฏิเสธ แล้วหมาก็จะได้เรียนรู้ว่าการส่งเสียงเรียกได้ผล ซึ่งเป็นนิสัยที่พาไปสู่ปัญหาอื่นทั้งหมด

เรื่องที่คนมองข้ามคือคนเดินหมา ถ้าปกติมีเราคนเดียวที่พาเดิน ต้องเริ่มให้คนอื่นในบ้านพาเดินบ้างตอนนี้ ตอนท้องห้าเดือน ตอนหกเดือน ไม่ใช่ตอนที่เราเข้าโรงพยาบาล มันต้องเป็นคนที่หมาไว้ใจอยู่แล้ว ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่เพิ่งโผล่มา

ของที่ผมมองว่าเป็นหัวใจของช่วงนี้ กินเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีต่อวัน

สอนให้หมานอนลงบนเบาะหรือเสื่อตรงมุมหนึ่ง แล้วเราเป็นคนยืนขึ้น ถือของไว้ในมือ แล้วเดินไปมาในห้อง ถ้าเด็กยังไม่มาให้ใช้ผ้าห่มม้วน ๆ หรือตุ๊กตาแทนได้ วิธีนี้คือการซ้อมท่า ท่าที่หมาเห็นบ่อยที่สุดหลังคลอดคือ เจ้านายอุ้มอะไรบางอย่างที่ขยับได้และห้ามกระโดดใส่ ถ้าเพิ่งมาเริ่มซ้อมวันแรกที่ทารกมาถึง หมาจะอ่านว่าของในอ้อมแขนคือสาเหตุที่ทำให้มันถูกดุ

พื้นที่ปลอดภัยของหมา ต้องมีอยู่ก่อน ไม่ใช่ต่อเตียงตอนทารกกลับมา

หลังคลอดจะมีช่วงที่เราเลี้ยงทารกอยู่กลางบ้านแล้วหมาต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง คำถามคือที่นั้นควรเป็นที่ที่หมารู้จักและชอบอยู่แล้ว ไม่ใช่ที่ใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นในวันที่กลิ่นในบ้านเปลี่ยนไปหมด

ถ้าใช้กรงหรือเบาะในห้องเงียบ ๆ ต้องทำให้มันเป็นที่ที่มีความหมายดี ให้อาหารตรงนั้นบ้าง โยนขนมเข้าไปบ้างบางจังหวะ และห้ามใช้เป็นการลงโทษเด็ดขาด ผมเคยเห็นบ้านที่ใช้กรงเป็นที่กักหมาตอนดุ แล้วพอมีเด็กก็เอาหมาใส่กรงเพราะเด็กนอน หมาตัวนั้นเลยเข้าใจไปเลยว่ากรงคือการถูกกีดกัน

ในบ้านเมืองร้อนมีรายละเอียดที่คนเขียนตำราเมืองนอกไม่ค่อยพูดถึง คือตำแหน่งของพื้นที่ปลอดภัย ถ้าห้องที่เลือกทึบ ลมไม่ผ่าน หมาไม่เข้าไปเองแน่นอน แล้วพวกเราก็จะไปบังคับให้มันเข้า มันจะยิ่งแย่ ควรเป็นมุมที่พัดลมถึง พื้นปูกระเบื้อง หรืออย่างน้อยไม่ใช่ห้องที่ร้อนอบทั้งบ่าย ถ้าหมาเดิมนอนบนเตียงกับเรา แล้วเราวางแผนว่าเตียงนี้จะกลายเป็นที่นอนของทารก ต้องย้ายที่ของหมาเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ไม่ใช่คืนที่กลับจากโรงพยาบาล ถ้าย้ายพร้อมกัน มันจะเชื่อมโยงทันทีว่าทารกมาแล้วถูกไล่ลงจากเตียง

สองเดือนก่อนคลอด: เสียง และกลิ่น

เสียงทารกที่ทำให้หมาเครียดจริง ๆ ไม่ใช่เสียงร้อง แต่คือเสียงร้องที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามมา มันเลยต้องซ้อมแบบนี้ อัดเสียงทารกไว้หลายแบบ ร้อง หัวเราะ อ้อแอ้ เปิดจากมือถือในห้องนั่งเล่น เปิดเบา ๆ ก่อน ระดับที่ผมใช้ตัดสินคือเปิดแล้วหูหมาไม่กระดิกและมันยังนอนอยู่ที่เดิม นั่นคือระดับที่ถูก ถ้ามันสะดุ้งหรือลุกขึ้นยืน แปลว่าเปิดดังเกินไป ต้องลดลง

เปิดตอนที่มันได้อะไรดี ๆ พร้อมกัน เช่นตอนรออาหารเย็น หรือตอนเรานั่งลูบหัวอยู่ แล้วค่อย ๆ เร่งเสียงขึ้นทีละนิดเป็นสัปดาห์ ห้ามเปิดตอนมันนอนหลับอยู่คนเดียว และห้ามเปิดแล้วปล่อยให้มันหนีไปไหนไม่ได้

เสียงที่คนมักลืม คือเสียงที่ไม่ใช่เสียงเด็กร้องเลย เสียงปั๊มนม เสียงไวท์นอยซ์จากเครื่องฟังเสียงทารก เสียงล้อของเปล หรือเสียงกล่องนมหลุดมือ ล้วนเป็นเสียงใหม่ที่ผุดขึ้นในบ้านพร้อม ๆ ทารก และเป็นตัวกระตุ้นให้หมาเห่าได้ทั้งนั้น

กลิ่นก็แนวเดียวกัน แป้งเด็ก โลชั่น ผ้าอ้อม กลิ่นพวกนี้ไม่เหมือนกลิ่นอะไรในบ้านเดิม ควรให้ดมในจังหวะที่เราอยู่ด้วยและอารมณ์ดี ให้ดมแล้วตามด้วยขนม ไม่ใช่ปล่อยให้มันเข้าไปคุ้ยถังผ้าอ้อมเองแล้วถูกตวาด

หนึ่งเดือนก่อนคลอด: ซ้อมวันที่ไม่มีเรา

ถ้าจะคลอดที่โรงพยาบาลแล้วต้องค้างคืน หมากำลังจะเจอคืนที่ไม่มีเราเป็นคืนแรก ๆ ของชีวิตมัน สองสามคืน ควรซ้อมล่วงหน้า ก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน ลองให้มันไปนอนบ้านญาติหรืออยู่กับคนที่จะดูแลจริง ๆ สักคืน ไม่ใช่แบบทดลองวิทยาศาตร์อะไร แค่ให้มันรู้ว่าการนอนคนละที่กับเราเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แล้วก็กลับมาปกติ

สัปดาห์สุดท้าย: กลิ่นตัวจริง

ก่อนแม่และทารกกลับบ้าน มีคนต้องเอาผ้าที่ทารกใช้ที่โรงพยาบาลกลับมาที่บ้านก่อน ปล่อยให้หมาเอาด้อมใต้การดูแลของเรา ไม่ให้คาบ ไม่ให้แทะ แล้วจบด้วยขนมหรือคำชมทันที ลำดับตรงนี้สำคัญ กลิ่นทารกต้องตามด้วยสิ่งดี ๆ ไม่ใช่ตามด้วยความตื่นเต้นวุ่นวายของคนทั้งบ้าน

อีกเรื่องที่คนไม่ค่อยพูด แม่หลังคลอดกลิ่นตัวจะเปลี่ยนไปจากเดิม กลิ่นยา กลิ่นน้ำนม กลิ่นโรงพยาบาล ปนกันหมด ถ้าเป็นไปได้ ควรให้หมาได้ดมและทักทายแม่ก่อนที่ทารกจะเข้ามาในบ้าน

วันที่กลับจากโรงพยาบาล

ก่อนรถจะถึงบ้าน ให้มีคนพาหมาไปเดินออกแรงสักรอบหนึ่ง แล้วตอนแม่ถึงบ้าน ให้เข้าไปก่อนแบบยังไม่มีทารก วิธีนี้ไม่ใช่พิธีกรรม มันคือการที่หมาจะได้เจอคนที่มันเป็นห่วงในสภาพที่ไม่มีของใหม่มาแทรกกลาง

ตอนนี่แหละที่ผมอยากให้ทุกคนระวังมือและเท้าตัวเองไว้ อย่าอุ้มทารกแล้วใช้เท้าดันหมาออก ภาพนั้นติดหัวหมาได้นานมาก มันจะจำว่าตัวเล็ก ๆ ในผ้าห่อคือสิ่งที่ทำให้ถูกผลัก

ให้วางทารกลงในที่ของทารกก่อน แล้วค่อยเปิดโอกาสให้หมาดมจากระยะที่เราคุมอยู่ ถ้ามันทักทายด้วยการดมแล้วถอยไปเอง ให้รางวัลตรงนั้นเลย ไม่ต้องลูบเยอะ ไม่ต้องพูดเสียงสูง ถ้ามันตื่นเต้นเกินไป จะกั้นด้วยประตูหรือราวกั้นแล้วให้ดูจากอีกฝั่งก็ไม่ผิด มันไม่ได้หมายความว่าเราแพ้

กฎที่ห้ามผ่อน: ห้ามปล่อยหมากับทารกอยู่ด้วยกันตามลำพัง แม้เสี้ยววินาที

ไม่ใช่เพราะหมาเลว แต่เพราะการร้องและการกระตุกตัวของทารกแรกเกิดไปโดนสัญชาตญาณบางอย่างที่แม้แต่หมานิ่ง ๆ ก็มี หมานิ่งมาเก้าสิบเก้าครั้ง ครั้งที่ร้อยก็มีสิทธิ์ได้ และตอนที่เด็กโตขึ้นพอจะคว้าหูหมาได้ มันไม่ได้เลวร้ายเพราะหมาเกลียดเด็ก มันเลวร้ายเพราะมือเด็กบีบแรงเกิน

วิธีที่ใช้จริงคือใช้ประตูหรือราวกั้น และจำไว้ว่าตอนที่เราเดินออกจากห้อง ต้องไม่มีสถานการณ์ที่หมากับทารกอยู่ด้วยกันสองต่อสองเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับคำว่า ตัวนี้เชื่อได้ นี่คือกฎที่ต้องใช้ตั้งแต่วันแรกที่ทารกถึงบ้าน ไม่ใช่ตั้งแต่ตอนที่เด็กเริ่มคลาน

ที่ผมยอมรับว่าคุมไม่ได้

บางบ้านหมาเข้าที่ในอาทิตย์เดียว บางบ้านใช้เวลาครึ่งปี บ้านที่มีหมาที่หวงอาหาร กลัวเสียง หรือไม่เคยเจอเด็กเล็กเลย ต้องใช้เวลามากกว่าอย่างชัดเจน และทุกอย่างที่เขียนมาทั้งหมดนี้คือการลดโอกาสที่ความเครียดของหมาจะไปผูกกับตัวทารก มันไม่ใช่หลักประกันว่าไม่มีอาการหวงเลย

สิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญกว่าทุกเทคนิค คือสีหน้าของคนเลี้ยงเอง หมาไม่ได้อ่านคำพูด มันอ่านไหล่กับจังหวะหายใจ ถ้าเราเดินเข้าบ้านแบบระแวงว่ามันจะกระโดดใส่ทารก มันจะอ่านว่าเกิดอะไรผิดปกติขึ้นตรงนั้น ซึ่งมันจะไปผูกกับของที่อยู่ในอ้อมแขน

ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังรู้สึกว่าทุ่มเวลาให้หมาไม่พอ สิ่งที่ผมทำคือเพิ่มคนในทีมหมาก่อนคลอด ไม่ใช่ลดเวลาหมาลง แต่หาคนที่สองที่หมาไว้ใจอยู่แล้วมารับช่วงพาเดินหรือเล่นด้วย แล้วเราค่อย ๆ ถอยออกมาเอง ช่วงเวลาที่คนถอยออกจากหมาเพื่อเลี้ยงลูกจะรู้สึกผิด แต่ถ้าเวลารวมที่หมายังได้ไม่น้อยกว่าเดิม มันจะไม่รู้สึกว่าเป็นการถูกแย่งไปเลย

คนหมาข้างถนนคือเจ้าของและผู้ดูแลสุนัขที่ใช้ชีวิตในตรอกซอกซอยและบ้านแบบไทย พวกเขารู้จักอากาศร้อนชื้น เสียงจราจร ข้อจำกัดของพื้นที่ และการดูแลสุนัขอย่างพอดีตัวจากประสบการณ์ตรง