ความปลอดภัยระหว่างสุนัขกับเด็กในบ้านไม่ได้มาจากโชค หรือมาจากการเลือกสายพันธุ์ที่ใคร ๆ บอกว่าอ่อนโยน แต่มาจากการจัดบ้านและจัดจังหวะชีวิตประจำวันให้ทั้งคู่มีที่ถอยของตัวเอง มีบริเวณที่หมารู้ว่าคนจะไม่ก้าวเข้าไปกวน และมีช่วงเวลาที่เด็กกับหมาได้เจอกันภายใต้ตาผู้ใหญ่ที่อ่านสัญญาณออก ในบ้านไทยที่ร้อนแทบทั้งปี พื้นที่ใช้สอยจำกัด และประตูมุ้งลวดเปิดปิดทั้งวัน ระบบพวกนี้ต้องออกแบบให้เข้ากับพัดลม พื้นกระเบื้อง ทางเดินแคบ และคนหลายวัยในบ้านหลังเดียว ไม่ใช่คัดลอกมาจากคู่มือของประเทศที่หนาวกว่าเรา
บ่ายสองวันหนึ่ง พื้นหน้าห้องนอนที่บ้านผมร้อนจนเท้าเปล่าแตะแล้วต้องยกขึ้น ผมนั่งอยู่ตรงนั้น เหงื่อไหลลงสันหลัง หลานอายุสามขวบวิ่งวนรอบโต๊ะกินข้าว ส่วนหมาตัวกลาง ๆ ขนสั้นนอนแผ่ใต้โต๊ะตัวนั้น หายใจหอบถี่ หางม้วนเก็บแนบลำตัว วันนั้นหลานวิ่งชนหมาตอนมันลุกขึ้นจะเดินหนี ผมตวาดใส่หลานเสร็จก็รู้ตัวว่าผมตวาดผิดคน
เพราะตอนเก้าโมงเช้าวันเดียวกันนั้นเอง หมาก็ตัวเดิม ยอมให้ลูบ ยอมให้เด็กกอดคอ ไม่มีอาการอะไรเลย ห่างกันแค่ห้าชั่วโมงกับอุณหภูมิที่ต่างกันไม่กี่องศา
ความร้อนทำให้หมาเป็นอีกตัวในเวลาแค่หกชั่วโมง
สุนัขระบายความร้อนทางลมหายใจและอุ้งเท้าเป็นหลัก ไม่ใช่ทางผิวหนังแบบเรา ถ้าอากาศร้อนชื้นและไม่มีลมผ่าน หมาที่นอนแผ่บนกระเบื้องไม่ได้ขี้เกียจ มันกำลังเอาตัวแนบพื้น coldest thing ในบ้านเท่าที่หาได้ ตัวที่หอบถี่ ๆ ลิ้นยื่นยาวและม้วนงอขึ้น กำลังทำงานหนักอยู่ข้างใน
และหมาที่ต้องทำงานหนักเพื่อเอาตัวให้เย็นลง มันไม่เหลือความอดทนให้กับเสียงกรี๊ด การปีนป่าย หรือมือที่มาจับหาง
สิ่งที่ผมเปลี่ยนไปเลยหลังวันนั้น คือเลิกให้เด็กกับหมาเล่นกันช่วงเที่ยงถึงบ่ายสาม ย้ายไปเล่นตอนเช้าตรู่หรือตอนพระอาทิตย์ตกแล้ว วางน้ำไว้สองจุด ห่างกันคนละมุมบ้าน เพราะหมาแก่อยากลุกไปกินน้ำไกล ๆ และเปิดพัดลมตัวหนึ่งจ่อที่มุมของมันตลอดเวลากลางวัน ไม่ใช่เปิดเฉพาะตอนเรานั่งอยู่ตรงนั้น
สัญญาณที่ผมดูระหว่างเด็กกับหมาเล่นกัน คือหอบถี่ขึ้นทั้งที่เพิ่งเล่นไปไม่ถึงห้านาที ลิ้นกว้างผิดปกติ หูเริ่มแนบไปข้างหลัง หันหัวหนีทั้งที่เด็กยังพูดอยู่ด้วย หรือตัวเกร็งนิ่งไปเฉย ๆ ตอนที่โดนจับ
ถ้าเห็นแบบนั้น ผมแยกก่อน แล้วค่อยมาคิดทีหลังว่าอะไรทำให้เกิด ไม่ใช่ปล่อยให้เล่นต่อแล้วรอดูว่าจะเป็นอะไรไหม
"เฝ้าดูตลอดเวลา" ฟังดูดี แต่ไม่มีใครทำได้ทั้งบ่าย
คำแนะนำที่ว่าให้ผู้ใหญ่คอยดูตลอดเวลาที่เด็กกับหมาเล่นด้วยกัน ผมเคยเชื่อ ตอนนี้ผมเลิกเชื่อ เพราะในบ้านจริง คนหนึ่งทำกับข้าว คนหนึ่งอาบน้ำ คนหนึ่งไปตากผ้าที่หลังบ้าน แล้วประตูมุ้งลวดก็เปิดค้างไว้ตลอด
สิ่งที่ทำได้จริงคือแยกโซน ไม่ใช่แยกตลอดเวลา บ้านผมใช้ประตูกันเด็กกั้นทางเข้าครัวกับทางลงบันได ด้านหนึ่งเป็นที่ของหมา อีกด้านเป็นที่ของเด็ก และมีกติกาเดียวที่ทุกคนในบ้านต้องถือเหมือนกัน คือถ้าไม่มีผู้ใหญ่ที่ตื่นเต็มที่อยู่ในห้องเดียวกัน ให้สองฝ่ายอยู่คนละฝั่งประตู
มุมของหมาต้องเป็นมุมที่ดี ไม่ใช่ที่ลงโทษ
มันควรเป็นที่ที่หมามองเห็นทางออก เห็นคนเดินผ่าน ไม่มีใครเดินชน ไม่มีใครมุดเข้าไปหาได้ และมีอะไรให้แทะเล่นอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ถ้าเราใช้กรงหรือเบาะยกพื้นเป็นที่ที่หมาโดนจับขังเฉพาะตอนเรารำคาญ มันจะกลายเป็นที่ที่หมากลัว และหมาที่กลัวจะไม่เลือกไปอยู่ตรงนั้นเอง
จุดที่ผมย้ำกับหลานทุกวันคือ ห้องของหมาไม่ใช่ห้องที่เด็กเข้าไปได้เอง อยากเล่นต้องเรียกผู้ใหญ่ก่อน ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะเกิดอะไร แต่เพราะการที่เด็กเคารพขอบเขตหนึ่งของบ้าน จะติดเป็นนิสัยไปตอนที่มันโตขึ้นและหมาตัวใหม่เข้ามา
กฎที่เด็กเรียนรู้ได้ด้วยมือ ไม่ใช่ด้วยคำพูด
เด็กสามขวบฟังคำว่า "ระวัง" ไม่ทันหรอกกว่าหมาจะหันหัวหนี แต่เด็กอายุเท่านี้ทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ได้
ผมสอนหลานเป็นท่า มือคว่ำ ยื่นออกไปข้างหน้า ไม่ชูนิ้ว ไม่กำมือ รอให้หมาดมเอง ถ้าหมามาดมแล้วเดินหนีไป นั่นคือคำตอบ จบ ไม่ตามไปอีก แล้วก็นับในใจถึงสามก่อนจะแตะตัวหมาทุกครั้ง ถ้าหมาระหว่างนั้นหันหัวหนีหรือเลียจมูก ให้เด็กถอยออกมาหนึ่งก้าว
การสอนให้เด็กรอและสังเกต แบบนี้คือการเช็กความยินยอมที่หมาเป็นคนตอบ ไม่ใช่ที่เด็กเป็นคนตัดสินใจแทน
อีกสามข้อที่ผมใส่ไว้ในบ้านนี้คือ ไม่กอดคอจากด้านหลัง ไม่จ้องตาชนิดหน้าชนหน้า และไม่ง่วนเอาหน้าไปใกล้ปากหมา ข้อสุดท้ายสำคัญเพราะปากหมากับหน้าของเด็กอายุสามขวบอยู่ระดับเดียวกันพอดี เวลาหมากัดจึงมักโดนที่ใบหน้า ไม่ใช่ที่มือ
ชามข้าว กระดูก และมุมใต้พัดลม คือของหวงทั้งนั้น
ถ้าผมต้องเลือกจุดเดียวที่ incidents ระหว่างหมากับเด็กเกิดบ่อยที่สุด ผมเลือกของกิน ไม่ใช่ความดุ
หมาที่ไม่เคยกัดใครเลยทั้งชีวิต สามารถกัดได้ทันทีถ้ามีคนเอามือลงไปในชามตอนมันกำลังกิน เพราะของกินเป็นทรัพยากรที่มันเห็นว่าคุ้มที่จะป้องกัน และเด็กอยู่ในระดับความสูงที่พอดีกับปากมัน
วิธีที่บ้านผมใช้คือ ให้หมากินในมุมที่แยกออกไป มีประตูกั้น ไม่มีเด็กอยู่ในสายตา และไม่มีใครในบ้านเดินไปรบกวนตอนมันกิน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไอเดียที่ว่าให้เด็กเอามือไปล้วงชามเพื่อ "แสดงความเป็นจ่าฝูง" นั้น ผมถือว่าเป็นคำแนะนำที่สร้างปัญหา ไม่ใช่แก้
ของหวงไม่ใช่แค่ชามกับกระดูก มันรวมถึงมุมใต้พัดลม เบาะนอน ตัวผู้เลี้ยง และบางครั้งก็เป็นเด็กคนนั้นเอง ถ้าหมาเริ่มตัวเกร็งเวลาคนเดินผ่านตอนมันแทะอะไรอยู่ หรือกลืนคำโต ๆ ตอนมีคนเข้ามาใกล้ นั่นคือสัญญาณว่ามันรู้สึกว่าต้องป้องกัน
เสียงคำรามไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่มันคือจุดสุดท้ายก่อนปาก
หมาไม่ได้ข้ามจากสบายใจไปกัดในเสี้ยววินาที มันส่งสัญญาณมาก่อนเป็นนาที บางทีเป็นสิบนาที
สิ่งที่ผมมองคือการเลียจมูกหรือเลียปากทั้งที่ไม่มีอะไรกิน การหันหัวหรือหันทั้งตัวหนี การกลอกตาเป็นมันวาวเห็นตาขาว การหาว การสะบัดตัวแบบสุนัขเปียกน้ำ การยืนนิ่งแข็งไปทั้งตัว การยกอุ้งเท้าข้างหนึ่ง และการพยายามเดินออกจากห้องแต่ถูกตัวเด็กขวางทางไว้
การขวางทางออกเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ชอบทำที่สุดและไม่รู้ตัวเลย คือการอุ้มหมาไว้แล้วบอกให้เด็กมาจับ หรือนั่งคร่อมหมาไว้ตอนเล่นด้วยกัน
ถ้าหมาไม่มีทางออก มันจะเลือกทางที่เหลืออยู่ทางเดียว
และตรงนี้คือเหตุผลที่ผมไม่ดุหมาตอนมันคำราม การคำรามคือคำเตือนที่ดังและชัดที่สุด ถ้าเราเอาคำเตือนนั้นออกด้วยการดุ ครั้งต่อไปมันจะข้ามขั้นนี้ไป แล้วเราจะไม่ได้ยินอะไรเลยก่อนจะเกิดเรื่อง
ขนาด พลัง และขน เลือกให้เข้ากับบ้าน ไม่ใช่ให้เข้ากับรูปในมือถือ
ผมไม่เชื่อเรื่องการจัดอันดับสายพันธุ์ที่เลี้ยงกับเด็กได้ แต่ผมเชื่อเรื่องการจับคู่
จุดที่ต้องดูมีสี่อย่าง ขนาดตัวเมื่อโตเต็มที่ ความสูงของหางและหัวเมื่อมันวิ่งเข้ามาหาเด็ก พลังงานที่มันต้องใช้ในหนึ่งวัน และขนกับความสามารถในการอยู่กับความร้อน ถ้าหมาเป็นสายพันธุ์ที่bredมาให้วิ่งทำงานทั้งวัน แต่อยู่ในทาวน์เฮาส์สิบหกตารางวาไม่มีที่วิ่ง แล้วคนก็ไม่มีเวลาพามันออกกำลังจริง ๆ พลังงานที่เหลือจะไปลงที่การไล่กัดข้อเท้าเด็ก ไม่ใช่เพราะมันดุ แต่เพราะไม่มีที่ไป
เรื่องขนก็เหมือนกัน หมาที่มีขนสองชั้นอยู่ในห้องที่ไม่เปิดแอร์และมีพัดลมตัวเดียว มันจะทุกข์ทรมานมากกว่าที่เรามองเห็น ซึ่งแปลว่าความอดทนของมันต่อทุกอย่างในบ้านจะเหลือน้อยลงด้วย
หมาตัวเล็กก็ไม่ได้ปลอดภัยกว่าเสมอ ตัวที่ถูกอุ้มตลอดเวลาและไม่เคยได้ใช้ร่างกายบอกว่าไม่พอใจ จะไม่เคยเรียนรู้ที่จะถอย แล้ววันหนึ่งมันจะใช้ฟันเป็นภาษาพูดครั้งแรก
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การบอกว่าไหนดีกว่า แต่เป็นการถามว่าหมาที่เรากำลังจะเอามาอยู่ด้วย มีความต้องการอะไรที่บ้านนี้กับอากาศนี้ให้ได้จริงหรือไม่
ทางเดินแคบ ๆ คือจุดที่เกิดเหตุ
ในบ้านไทยหลายหลัง ทางเดินจากห้องน้ำไปห้องครัวแคบพอให้คนกับหมาสวนกันได้ แต่ไม่พอให้ใครถอย มันคือที่ที่เด็กวิ่งสวนกับหมาตอนหมาจะไปกินน้ำ
ผมย้ายเบาะหมาออกจากกลางห้องนั่งเล่นไปไว้ที่มุมที่คนไม่เดินผ่าน ให้มันยกพื้นขึ้นมานิดหนึ่งเพื่อให้พ้นมือเด็กและเห็นทางออกได้ ถ้าเป็นบ้านที่มีชานหรือระเบียง ต้องคิดเรื่องประตูมุ้งลวดที่เปิดค้างไว้ตลอด และเรื่องหมาเห็นหมาข้างนอกแล้วเห่า จากนั้นเด็กก็เข้าไปหาด้วยความตื่นเต้นเพราะเสียงเห่า
เด็กโตขึ้น หมาแก่ลง กติกาเดิมใช้ไม่ได้ตลอด
กติกาที่ผมวางไว้ตอนหลานสามขวบ ใช้ไม่ได้ตอนหลานหกขวบ และใช้ไม่ได้เลยตอนหมาอายุสิบสอง
หมาที่เริ่มปวดข้อจะไม่ชอบให้ใครพิง และหมาที่หูเริ่มตึงจะไม่ได้ยินเสียงเด็กเดินเข้ามาข้างหลัง มันจะตกใจแล้วสะบัดปากใส่
ผมเลยทบทวนเรื่องนี้ทุก ๆ หกเดือน ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ดูว่าใครโตขึ้น ใครช้าลง ที่นอนยังอยู่มุมเดิมไหม ประตูกันเด็กยังกั้นถูกฝั่งหรือเปล่า แล้วก็ดูตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เช่น มีทารกเกิดใหม่ มีคนแก่ย้ายเข้ามาอยู่ หรือมีหมาตัวใหม่เข้าบ้าน
ตรงที่การปรับเองต้องหยุด
ทั้งหมดที่เขียนมานี้คือการจัดชีวิตประจำวันและสภาพแวดล้อม ไม่ใช่การรักษา
ถ้าเคยมีการกัดที่ทำให้ผิวหนังแตก ถ้าหมาร้องคำรามใส่เด็กที่อยู่อีกฟากห้อง หรือถ้าหมาเริ่มหวงเด็กจนไม่ให้พ่อแม่เข้าใกล้ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ปรับโซนกับเวลาเล่นแล้วจะจบ ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมหรือสัตวแพทย์ช่วยดู ไม่ใช่หาอ่านต่อเองในเน็ต
และก็มีบางบ้านที่จังหวะชีวิตตอนนี้ยังไม่พร้อมจริง ๆ การยอมรับข้อนั้นตั้งแต่ต้น ยังถูกกว่าการฝืนอยู่ด้วยกันแล้วรอให้มีเรื่องเกิดขึ้น
บ่ายแก่ ๆ ของวันนั้น พัดลมยังหมุนอยู่ที่มุมเดิม พระอาทิตย์ลดลงจนพื้นเริ่มเย็น หมาค่อย ๆ คลานออกมาจากใต้โต๊ะกินข้าว เดินมาหลับคางไว้บนเท้าของหลาน
ไม่ได้เพราะมันรักกันมาก่อน แต่เพราะทั้งสองตัวมีที่ของตัวเอง มีเวลาที่ได้เจอกันตอนที่空氣ไม่ทำให้ใครหงุดหงิด และมีผู้ใหญ่ที่คอยอ่านสัญญาณแทนมันทั้งคู่