ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

วิธีสอนเด็กอ่านภาษากายสุนัข

สอนเด็กอ่านภาษากายสุนัขให้ได้ผลจริง ต้องเริ่มจากกฎเดียวที่เด็กทำเองได้ในวินาทีนั้น คือ จับแล้วหยุด รอสักสามวินาที แล้วดูว่าหมายังเอาหัวมาชนมือหรือลุกเดินหนีไป จากนั้นจึงค่อยเพิ่มสัญญาณที่ตามองเห็นชัดอีกห้าอย่าง ได้แก่ เลียปาก หาว หันหน้าหนี ตัวเกร็ง และการเห็นตาขาว และซ้อมด้วยเกมไฟเขียวไฟแดงโดยให้เด็กยืนอยู่ห่างๆ ยังไม่ต้องแตะตัวหมาเลย เด็กที่รู้ว่าเมื่อไรควรหยุดจะเดินออกมาเองได้ก่อนที่เรื่องจะเกิด และนั่นคือทักษะที่ปกป้องเขาได้จริงมากกว่าคำสั่งว่า อย่าไปใกล้หมา

บ่ายวันเสาร์ ผมนั่งยองอยู่บนพื้นปูนหน้าบ้าน หลานอายุหกขวบยื่นมือค้างอยู่กลางอากาศเหนือหลังหมาที่นอนแผ่ใต้ชายคา มือเล็กๆ นั้นสั่นนิดๆ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะตื่นเต้นจนลืมหายใจ ผมเห็นลิ้นสีชมพูแลบออกมาเลียปลายจมูกครั้งเดียว ทั้งที่ตรงนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวกับอาหารเลย แล้วหมาหันหัวไปทางอื่นช้าๆ หลานหันมามองผมแล้วถามว่า "หมาไม่ชอบหนูเหรอ"

คำถามนั้นทำให้ผมหยุดคิด นี่ไม่ใช่บทเรียนเรื่องหมาเลย นี่คือบทเรียนเรื่องการถูกปฏิเสธ เด็กหกขวบอ่านการหันหน้าหนีของหมาเป็นคำว่า "ไม่รัก" และถ้าเราไม่แก้ตรงจุดนั้น เขาจะไม่หยุดมือ เขาจะยิ่งรุกเข้าไปเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองยังเป็นที่รัก

ผมจับมือหลานกลับมาวางบนตัก แล้วนับออกเสียง หนึ่ง สอง สาม ผ่านไปครู่หนึ่ง หมาตัวนั้นก็หันกลับมา แล้วเอาหัวไถเข้ามาในฝ่ามือเอง หลานยิ้มกว้างแบบที่ไม่ต้องมีใครสอน ผมบอกเขาว่าเห็นไหม ตอนที่หนูหยุด หมาเป็นฝ่ายเลือกที่จะกลับมาเอง นั่นคือสิ่งแรกที่ผมอยากให้เด็กทุกคนเข้าใจก่อนจะรู้จักสัญญาณอะไรทั้งสิ้น

เริ่มที่เกมไฟเขียวไฟแดง ไม่ใช่ที่รายการสัญญาณ

ผู้ใหญ่ชอบสอนเด็กด้วยการไล่รายการ ห้าอย่างนั้น เจ็ดอย่างนี้ ซึ่งเด็กจำไม่ได้และใช้ไม่ทัน ผมเริ่มจากสองถังขยะในหัวแทน

ไฟเขียวคือหม�ี่ตัวนุ่มนิ่ม เหมือนผ้าเปียก โยกไปมาได้ หูสบาย ปากเปิดค้างนิดๆ หางกวาดเป็นวงกว้าง

ไฟแดงคือหมที่ตัวนิ่งและเกร็ง ขาไม่ขยับ ปากปิดแน่น จ้องค้างอยู่ที่ใดที่หนึ่ง

วิธีเล่นง่ายมาก พาเด็กไปยืนห่างสักสามเมตร ให้เขาดูหมาแล้วตะโกนว่าเขียวหรือแดง เราบอกชื่อสิ่งที่เห็น ส่วนเด็กเป็นคนตัดสิน ไม่มีการแตะตัวหมาเลยตลอดเกม

มีกฎเหล็กข้อเดียวที่ผมเน้นย้ำทุกครั้ง คือ ไม่แน่ใจให้ถือว่าแดง เด็กที่ตอบผิดไม่เป็นไร แต่เด็กที่หยุดช้าเพราะเดาว่าเขียว นั่นคือปัญหา

ทำไมต้องดูทั้งตัว ไม่ใช่ดูแค่หาง

เพราะหางคือคำตอบสำเร็จรูปที่ผู้ใหญ่เองก็ยังใช้ผิด หมาที่หางกระดิกถี่ๆ แต่ตัวแข็ง ขาหน้าตั้งฉาก และจ้องเขม็ง ไม่ได้กำลังชวนเล่น มันกำลังตื่นเต้นแบบที่ไม่มีที่ไป ลองนึกถึงคนที่หัวเราะเสียงดังแต่กำมือแน่น ทั้งสองอย่างอยู่บนคนเดียวกันได้

ผมจึงสอนเด็กให้เลิกถามว่า "หางกระดิกไหม" แล้วเปลี่ยนเป็น "ตัวมันนิ่มหรือเปล่า" แทน เด็กเข้าใจคำว่านิ่มในสามวินาที เพราะเขารู้ว่าตัวเองนิ่มตอนไหน

ห้าสัญญาณที่เด็กจำได้จริงและใช้ได้จริง

เลียปากหรือเลียจมูกเร็วๆ

ไม่ใช่ตอนเห็นอาหาร แต่เป็นจังหวะสั้นๆ ที่ลิ้นแลบออกมาแตะจมูกแล้วหุบกลับ อธิบายให้เด็กฟังว่าเหมือนตอนที่เราจะพูดหน้าชั้นเรียนแล้วริมฝีปากแห้ง เลียปากหนึ่งที

หาว

หมาหาวตอนง่วงก็มี แต่หาวตอนที่มันกำลังถูกจับหรือกำลังอึดอัดก็มี เด็กดูออกง่ายมากถ้าเราถามว่า "ตอนนี้มีอะไรให้ง่วงไหม" ถ้าไม่มี ก็ไม่ใช่ความง่วง

หันหน้าหนีหรือเอียงตัวออก

อันนี้สำคัญที่สุดและเด็กเข้าใจ最快 เพราะเหมือนคนที่ถอยหลังหนึ่งก้าวในวงสนทนา หมาไม่ได้หนี มันแค่ขอที่ว่าง แต่ถ้าเด็กไม่หยุด มันจะก้าวต่อไปเรื่อยๆ จนถึงทางหนี的最后

ตัวเกร็ง

ผมใช้ภาพที่เด็กเห็นทุกวัน คือ ท่าถูกจับให้ยืนถ่ายรูป ตัวตรง ขาแข็ง คอแข็ง ไม่กระดุกกระดิก เด็กพยักหน้าเข้าใจทันทีเพราะเคยถูกจับแบบนั้นมาแล้ว

ตาขาว

เวลาหมาไม่หันหัว แต่กลอกตาไปมองด้านข้างจนเห็นตาขาวเป็นเสี้ยว อธิบายว่าเหมือนคนที่แอบมองเราโดยไม่ยอมหันหน้า เด็กจะหัวเราะและจำได้ดี

กติกาง่ายๆ ที่ผมให้เพิ่มไปอีกข้อ คือ ถ้าเห็นสองอย่างขึ้นไปพร้อมกัน ให้ถือว่าเป็นไฟแดงทันที ไม่ต้องรอให้ครบทั้งห้า

เกมจับแล้วหยุด กับกติกาสามวินาที

นี่คือเกมที่ผมใช้บ่อยที่สุดและได้ผลที่สุด นับในใจ หนึ่ง สอง สาม แล้ววางมือลง แล้วรอ

ถ้าหมายังเอาหัวมาชน เอนตัวเข้ามา หรือยกขาหน้าแตะ แปลว่าเอาต่อ

ถ้าหมาระบายลมหายใจ หันหัว เลียปาก หรือลุกขึ้นยืน แปลว่าพอแล้ว

สิ่งที่ผมอยากให้คนเลี้ยงทุกคนทำ คือชมเด็กตอนที่เขาหยุดมือ ไม่ใช่ตอนที่เขาลูบเก่ง คำชมต้องไปอยู่ตรงจุดที่ถูก หยุดเพราะอ่านออกคือความเก่ง ไม่ใช่การเสียมารยาท

กับเด็กเล็กที่ยังคุมมือไม่ค่อยได้ ผมใช้มือเราแนบประกบหลังมือเด็ก แล้วพากันนับออกเสียงดังๆ สามครั้ง จบแล้วถอยพร้อมกันทั้งคู่

กอดไม่ใช่ภาษารักของหมา

เด็กตัวเล็กยืนใกล้หมาแค่คืบ หน้าเด็กอยู่ระดับหน้าหมาเลย กอดของเด็กจึงไม่ใช่กอด แต่คือการเอาหน้าไปแปะไว้ตรงหน้าที่มีฟันอยู่

ผมบอกเด็กตรงๆ ว่า หมาไม่มีแขนจะกอด หมาเลยใช้การเอาตัวมาชน การเลีย และการมานอนแนบแทน นั่นคือกอดของมัน ถ้าหนูอยากกอดหมา ให้เอามือลูบหลังหรือลูบไหล่ แล้วนั่งอยู่เฉยๆ ข้างๆ

และผมก็บอกพ่อแม่ด้วยว่า ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านยังกอดหมาพันคอ เอาหน้าถูหัวหมา แล้วสอนเด็กว่าอย่าทำอย่างนั้น เด็กจะเชื่อมือเรามากกว่าปากเราเสมอ

ให้หมาเป็นฝ่ายเลือก แล้วเด็กจะไม่รู้สึกผิด

ผมเรียกหมาให้เดินมาหาเรา ไม่ใช่พาเด็กไปหาหมา ถ้าหมามา ก็ลูบ ถ้าไม่มา ก็จบ ไม่มีการอุ้มเด็กไปวางใกล้หมา ไม่มีการลากคอหมามาให้เด็กจับ

ตรงนี้เองที่แก้ปมเรื่องความรู้สึกถูกปฏิเสธได้จริง เพราะถ้าหมาเป็นฝ่ายเดินจากไป เด็กไม่ได้ถูกทิ้ง เขาแค่เห็นว่าหมากำลังไปทำอย่างอื่น ภารกิจของเขาคืออ่านให้ออกแล้วปล่อยให้มันไป

ผมยังสอนประโยคสั้นๆ ให้เด็กพูดได้ในสถานการณ์จริงด้วย คือ "หมาไม่อยากเล่นแล้ว" ประโยคนี้มีประโยชน์กว่าที่คิด เพราะมันทำให้เด็กกล้าบอกผู้ใหญ่ได้ด้วยว่า พอแล้ว

แบ่งตามอายุ ให้พอดีกับสิ่งที่เด็กทำได้

สามถึงห้าขวบ เอาความจริงข้อเดียวพอ คือ ลูบหลังเบาๆ สามครั้งแล้วถอย ไม่ต้องสอนสัญญาณ และไม่ควรปล่อยให้อยู่กับหมาตามลำพัง

หกถึงแปดขวบ เริ่มเล่นไฟเขียวไฟแดงได้ จำสัญญาณได้สักสองสามอย่าง และเริ่มเกมจับแล้วหยุดได้แล้ว

เก้าถึงสิบสองขวบ จำครบห้าได้ อธิบายเองได้ และเริ่มทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้หมาได้ เช่น บอกผู้ใหญ่ว่าหมาตัวนี้ไม่ไหวแล้วนะ

เวลาและสถานที่ในบ้านเราที่เปลี่ยนทุกอย่าง

หมาในเมืองไทยจำนวนมากนอนอยู่บนปูนร้อนทั้งวัน ตัวร้อน กระหายน้ำ และเพิ่งตื่น ถ้าเด็กเข้าไปตอนนั้น สัญญาณจะมาเร็วและสั้นกว่าปกติ ผมจึงสอนให้เด็กดูบริบทก่อนอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ตรงนั้นมีชามข้าว มีกระดูกที่กำลังแทะ มีโซ่หรือกรงขัง หรือเป็นตรอกแคบที่หมาเดินหนีไม่ได้หรือเปล่า ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ถือว่าไม่ต้องเข้าไปเลย

หมาที่อยู่หลังรั้วก็ไม่ใช่คู่ซ้อม แม้จะอยากเล่นแค่ไหน เพราะมือเด็กเล็กๆ ที่แหย่ผ่านรั้วคือสิ่งที่เราไม่ได้มองเห็นทั้งสองฝ่าย

และหมาข้างถนนก็ไม่ใช่คู่ฝึกอ่านภาษากาย ผมบอกเด็กแค่สั้นๆ ว่าเดิน ไม่วิ่ง และไม่ต้องเข้าไปพิสูจน์ว่ามันใจดีไหม

ข้อจำกัดที่ผมlearnมาแล้วว่าต้องยอมรับ

สัญญาณของหมาไม่ได้มาเป็นลำดับสวยงามเสมอ บางตัวให้สัญญาณเร็วมาก บางตัวเคยถูกลงโทษเวลาขู่ เลยข้ามขั้นตอนที่มองเห็นง่ายไปเลย การสอนเด็กอ่านภาษากายจึงลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่ได้ทำให้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เด็กเล็กยังต้องมีผู้ใหญ่ดูอยู่ใกล้ๆ เสมอ

อีกเรื่องที่ผมอยากเตือน คือถ้าเด็กกลัวอยู่แล้ว อย่าฝึกด้วยการจับมือเขายื่นไปหาหมา ให้เริ่มด้วยการดูจากระยะไกลจนกว่าเขาจะสบายใจเอง เด็กที่ถูกบังคับให้กล้า จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยนอกจากเรียนรู้ที่จะไม่บอกเราว่ากลัว

สุดท้าย สิ่งที่ผมเห็นผลชัดที่สุดในบ้านหลังนี้ ไม่ใช่ตอนที่หลานตอบถูก หรือตอนที่เขาลูบหมาได้สวย แต่เป็นตอนที่เขาถอยมือเองโดยไม่มีใครสั่ง แล้วหันมาบอกผมว่า "ตัวมันแข็งแล้วอา" นั่นคือวันที่ผมรู้ว่าเขาไม่ต้องพึ่งเราแล้ว

คนหมาข้างถนน

ผู้เขียนบทความ

คนหมาข้างถนนคือเจ้าของและผู้ดูแลสุนัขที่ใช้ชีวิตในตรอกซอกซอยและบ้านแบบไทย พวกเขารู้จักอากาศร้อนชื้น เสียงจราจร ข้อจำกัดของพื้นที่ และการดูแลสุนัขอย่างพอดีตัวจากประสบการณ์ตรง

เกี่ยวกับเรา